fbpx

การลงโทษ การเสริมแรง เมื่อลูกทำผิดพลาดควรรับมืออย่างไร

Writer : blahblahboong
: 3 กรกฏาคม 2561

จากกรณีติดถ้ำหลวงยาวนานถึง 9 วัน ของหมูป่าอะคาเดมี่ แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายจะต้องรู้สึกทั้งเป็นห่วงและรู้สึกโกรธในการกระทำของลูกเป็นอย่างมาก แต่รู้หรือไม่คะ การลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือการด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงนั้น ก่อให้เกิดผลเสียติดตัวเด็กไปในระยะยาว

วันนี้เรามารู้จักกับ การลงโทษและการเสริมแรงที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กได้ โดยที่ไม่สร้างร้อยราวในจิตใจกันค่ะ

การลงโทษทางบวก(Positive Punishment)

เป็นการลงโทษที่ใช้ในการหยุดพฤติกรรมในเชิงไม่ดี โดยการวางเงื่อนไขให้ทำบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติม แทนที่จะใช้ความรุนแรง เช่น หากเด็กพูดคำหยาบ เราจะลงโทษด้วยการให้คัดประโยคสัญญาว่าจะไม่พูดอีก 20 จบ แทนที่จะเป็นการตีหรือทำร้ายร่างกาย

การลงโทษทางบวก เป็นการเพิ่มการกระทำเพื่อที่จะยับยั้งสิ่งไม่ดีที่เด็กทำลงไป ดังนั้นจึงส่งผลดีต่อพฤติกรรมและไม่สร้างบาดแผลในใจของเด็กค่ะ

การลงโทษทางลบ (Negative Punishment)

การลงโทษในทางลบจะเป็นในลักษณะการยึดบางสิ่งบางอย่าง หรือถอดถอนสิทธิในตัวเด็กบางอย่างออกไป เช่น หากเด็กเล่นฟุตบอลแล้วไปทำพฤติกรรมก้าวร้าวในสนาม เราอาจจะลงโทษด้วยการให้เค้าเล่นฟุตบอลสัก 1 สัปดาห์

ซึ่งการลงโทษในลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด จึงถือได้ว่าเป็นการลงโทษที่มีประสิทธิภาพเลยทีเดียวค่ะ

การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)

เรียกอย่างเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ การชม หรือการให้รางวัลนั่นเอง ใช้ได้ดีกับการสร้างวินัยและจะมีประสิทธิภาพสูงต่อพฤติกรรมในทางที่ดี เช่น หากเด็กสามารถวางรองเท้าเข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบโดยที่เราไม่ต้องบอก เราอาจจะปรบมือพร้อมกับชื่นชมเค้าว่า ทำได้ดีมากเลยจ้า

การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement)

จะเป็นการที่พ่อแม่ใช้การกระทำที่ไม่ดีในการเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก อย่างการด่าทอ ใช้คำพูดในเชิงลบ ทำให้เด็กเกินพฤติกรรมต่อต้าน และเริ่มปรับตัวในเข้าสู่แนวทางที่พ่อ, แม่อยากให้เป็นในที่สุด
เมื่อเด็กเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว พ่อและแม่ก็จะเริ่มกลับมาเป็นปกติ การเสริมแรงทางลบก็คือการทำให้เด็กเรียนรู้ว่า สิ่งที่กระทำไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของพ่อและแม่นั่นเอง
ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลก็ตาม แต่ผลที่ได้ก็ดีไม่เท่ากับการเสริมแรงเชิงบวก อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีติดตัวเด็กไปจนโตอีกด้วยค่ะ
Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort