fbpx

NEWS: เรื่องนี้สำคัญมาก เด็กทุกคนต้องนั่งคาร์ซีต หลังพบพยาบาลบอกเด็กทารกห้ามนั่งคาร์ซีต

Writer : Lalimay
: 27 พฤศจิกายน 2563

คาร์ซีตเป็นอุปกรณ์ลำดับต้นๆ ที่ครอบครัวที่มีเด็กและมีรถต้องมี เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่คุณหมอและคนที่ศึกษาเรื่องเด็กพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นของจำเป็น

แต่ในกระทู้พันทิปได้มีคุณพ่อท่านหนึ่งมาโพสต์ระบายว่า พยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งไม่ยอมให้ลูกวัยทารกนั่งคาร์ซีต บอกว่าแม่อุ้มแนบอกปลอดภัยกว่า ทั้งๆ ที่คาร์ซีตที่คุณพ่อท่านนี้ซื้อมาใช้เป็นคาร์ซีตสำหรับเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ 

โดยคุณพ่อก็ยกเหตุผลขึ้นมาว่าถ้าเกิดรถชนจะทำยังไง แม่ยายที่นั่งมาด้วยก็บอกให้ขับรถดีๆ รถจะได้ไม่ชน ภรรยาที่ฟังการถกเถียงอยู่ร้องไห้ออกมา จนทำให้คุณพ่อก็ต้องยอมไม่ให้ลูกนั่งคาร์ซีตและค่อยๆ ขับรถกลับบ้านอย่างช้าๆ เพราะกังวลไปหมด

ด้วยกรณีนี้ทำให้คุณพ่อตั้งคำถามว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กแรกเกิดถึงไม่ทราบว่าคาร์ซีตเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยให้เด็กปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น เพราะสถิติสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กเสียชีวิตบนท้องถนน คือการให้แม่อุ้มหรือไม่นั่งคาร์ซีต

หลังจากเหตุการ์นี้เกิดขึ้น คุณหมอวินจากเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ ก็ให้การยืนยันอีกเสียงว่าคาร์ซีตเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยชีวิตเด็กหากเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะจะช่วยเซฟคอของเด็กเล็กได้เป็นอย่างดีเมื่อมีแรงกระชากจากการกระชากตอนลดความเร็วอย่างกะทันหันตอนรถชน และที่สำคัญที่สุดคือ ยึดเด็กไม่ให้กระเด็นออกจากรถ 

โดยเด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีตที่หันหลังไปทางหน้ารถจนถึงอายุประมาณ 2 ขวบ และต้องรัดสายเข็มขัดให้กระชับเสมอ ไม่ให้หัวลูกเด้งไปมา ที่สำคัญคือก่อนอายุ 9 ขวบนั่งเบาะหลังปลอดภัยที่สุด เพราะถ้ามานั่งข้างหน้าเวลาเกิดอุบัติเหตุ แอร์แบ็คจะอุดและกระแทกเด็กเล็กทำให้เกิดอันตรายได้

อ้างอิงจาก

 

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama