fbpx

NEWS : "หมอยง" เตือน! เด็ก 12-17 ปี ควรฉีดวัคซีน mRNA เข็มเดียว เพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

Writer : Mneeose
: 21 กันยายน 2564

เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เตือน และให้ความรู้ใน Facebook ส่วนตัวของตัวเองว่า

“โรคโควิด 19 ในเด็ก อายุ 12 -17 ปี จะมีอาการไม่มาก หรือเสียชีวิตน้อยมาก การติดเชื้อในเด็กส่วนมากจะรับเชื้อมาจากผู้ใหญ่ เช่นผู้ปกครอง ครอบครัว ครูและบุคลากรในโรงเรียน เมื่อเด็กมารวมกันเป็นกลุ่ม จะเป็นต้นเหตุของการระบาดได้”

ดังนั้น เราจึงควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ผู้ใหญ่ก่อน เพราะเป็นพาหะในการที่จะนำโควิดมาติดเด็กได้ และแน่นอนว่า วัคซีนที่ควรฉีดให้เด็ก ควรเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูง

ซึ่งวัคซีน mRNA ทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่สำคัญ คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ พบในคนที่อายุน้อยพบมากกว่าผู้ที่สูงอายุ เพศชายพบมากกว่าเพศหญิง และที่สำคัญ คือ ส่วนใหญ่พบในเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มแรก ประเทศอังกฤษ สวีเดน และฮ่องกง จึงให้ฉีดวัคซีน mRNA เพียงเข็มเดียวเท่านั้น ซึ่งการฉีดเข็มเดียวภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงพอแน่นอน

ซึ่งหากมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการวัคซีน mRNA ก็จะได้รับตามเงื่อนไข ดังนี้ ผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดใดมาก็ตาม สามารถฉีดวัคซีน pfizer เป็นเข็มที่ 2 โดยกำหนดระยะห่างตามวัคซีนเข็มแรก และบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนเชื้อตาย sinovac หรือ sinopharm แล้วฉีด pfizer เข็มที่ 2 น่าจะได้มีการรวบรวมอาการข้างเคียง
ซึ่งทางศูนย์ก็ยินดีที่จะตรวจภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นหลังจากการฉีดดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ในเด็กวัยรุ่น ในการให้วัคซีน mRNA เพียงเข็มเดียว เพื่อลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง : yong.poovorawan
Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
เพื่อให้นักเรียนรู้จักวิธีป้องกันตัวจากสถานการณ์ไม่คาดฝัน โรงเรียนเพลินพัฒนาได้ให้เด็กชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นได้ฝึกการเอาตัวรอดในสถานการณ์กราดยิง โดยนำทีมครูฝึกจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เพื่อสาธิตให้นักเรียนรู้จักกับอาวุธและเสียงจากอาวุธ นอกจากนี้แล้วยังมีให้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองอีกด้วย การฝึกเน้นย้ำให้นักเรียนหัดจับสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวเมื่อเข้าไปในพื้นที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่ปิด อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสถานที่ต่าง ๆ โรงเรียน และอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้คนที่เดินสวนไปมา เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทันท่วงที ทางเพลินพัฒนาได้ระบุถึงสิ่งที่ควรสังเกตดังนี้ค่ะ: การแต่งกายของคนร้าย แต่งตัวปกปิด มิดชิด ส่วนใหญ่จะสะพายกระเป๋า และใส่เสื้อคลุมเพื่ออำพรางอาวุธ ท่าทางการเดิน คนร้ายมักก้าวระยะสั้น ๆ เพื่อประคองปืนขณะเดิน สังเกตลักษณะท่าทางของคนรอบข้าง หากไม่น่าไว้วางใจให้อยู่ห่าง และมองหาทางออกล่วงหน้า   และหากเกิดเหตุการณ์กราดยิงแล้ว ควรทำตาม 3 ขั้นตอน Run-Hide-Fight ดังนี้: Run: หนีเมื่อเผชิญเหตุ หาทางออกที่ปลอดภัยที่สุด มองหาประตูทางออกฉึกเฉิน พาเพื่อนและครอบครัว คนรอบข้างออกไปด้วยหากเป็นไปได้ เก็บเสียงให้เงียบและวิ่งให้ไวที่สุด ห้ามกลับเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด Hide: หากเจอทางตัน ให้ซ่อน และห้ามซ่อนหลังประตู เพราะจะเป็นจุดแรกที่คนร้ายจะเล็งเป็นเป้า มองหาจุดที่กันกระสุนได้ หรือหากซ่อนในห้อง ให้ล็อคกลอนและนำวัตถุมีน้ำหนักมาขวางไว้ อยู่ในนั้นให้เงียบที่สุด ปิดระบบเสียงโทรศัพท์และหรี่แสงหน้าจอให้น้อยที่สุด รออยู่ในนั้นจนกว่าสถานการณ์จะสงบลง Fight: เมื่อหนีไม่ได้ ต้องหันหน้ามาสู้ ควบคุมสติ มองหาสิ่งรอบตัวที่เป็นอาวุธ โดยเฉพาะสิ่งแหลมคมหรือของแข็งที่จับถนัดมือ มุ่งไปที่จุดอ่อนอย่าง ตา ต้นคอ ให้คนร้ายเสียหลักแล้วหนีไป อีกทั้งแล้วยังมีสอนให้นักเรียนรู้จักวิธีการทำ CPR การดับเพลิงและเอาตัวรอดในเหตุอัคคีภัย กับการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดอีกด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คิดเห็นอย่างไร อยากให้โรงเรียนทุกแห่งมีการอบรมสถานการณ์เหล่านี้ไหมคะ? อ้างอิงจาก https://www.facebook.com/plearnpattanapptn/posts/5588173461205388
23 กันยายน 2565

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save