fbpx

COVID-19

เลือกหมวดหมู่


การระบาดของโอไมครอนในเด็กพบมากขึ้นอย่างมาก ซึ่งช่วงนี้แม่ๆ คงทราบกันดีว่าใกล้จะถึงช่วงเปิดเทอมแล้วด้วย เด็กจึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันความรุนแรงของโรค ซึ่งทาง ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ หรือ "หมอยง" หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุเปิดรับอาสาสมัครเด็ก อายุ 5-11 ปี "ฉีดวัคซีนเข็ม 3" ไฟเซอร์ เป็นเข็มกระตุ้น โดยเด็กที่ได้รับวัคซีน ซิโนแวค (Sinovac) หรือ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) มาแล้ว 2 เข็ม ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจะไม่สูงมาก ควรจะกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยวัคซีน mRNA เพื่อกระตุ้นให้ภูมิสูงขึ้นและอยู่นาน โดยกระตุ้นเข็ม 3 ควรกระตุ้นห่างจากเข็ม 2 อย่างน้อย 1 เดือน ทางศูนย์ฯมีโครงการศึกษาวิจัย ผลของการกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยวัคซีนไฟเซอร์ ในเด็ก 5-11 ปี ที่ได้รับวัคซีน ซิโนแวค (Sinovac) หรือ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) มาแล้ว 2 เข็ม จะมีการขอตรวจภูมิต้านทานก่อนและหลังการฉีดวัคซีน และผลดังกล่าวจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ โครงการวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมทางการวิจัยในคน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยอาสาสมัครวัยจิ๋วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ อายุ 5-11 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน ได้รับวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm มาแล้ว 2 เข็ม โดยเข็มแรกและเข็มที่ 2 มีระยะห่าง 21-35 วัน ได้รับวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm เข็มที่ 2 มาแล้วเป็นเวลา เป็นเวลาอย่างน้อย…

ข่าว ข่าว
เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนัก ทำให้ส่งผลกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตกับเด็กๆ อย่างที่แม่ๆ เห็นกันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งโรงเรียนก็ถูกสั่งปิดอีก ทำให้เด็กๆ ยิ่งขาดกิจกรรมนอกบ้านและไม่มีฏิสัมพันธ์กับเพื่อนแบบเจอหน้ากัน และหันไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ และแท็บเล็ต เพื่อความบันเทิง นั่นเอง สำหรับผลการสำรวจครั้งใหม่ที่สำรวจจากเด็กอายุระหว่าง 8-18 ปี จำนวน 1,306 คน พบว่าเบื้องต้นเด็กๆ ไม่ได้ใช้เวลาในโลกออนไลน์กับการติดต่อพูดคุยกับเพื่อนมากเท่าไรนัก โดยส่วนใหญ่ จะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวันโดยเฉลี่ยไปกับการชมโทรทัศน์ วิดีโอ และใช้เวลาอีกเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวันในการเล่นเกม โดยจะใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนเพียง 20 นาทีเท่านั้น ทำให้นักวิจัยมีความกังวลใจในพฤติกรรมเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีค่อนข้างมาก เนื่องจากแพลตฟอร์มต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย มักจะมีการใช้กราฟิก และเนื้อหาที่รุนแรง ซึ่งเด็กที่อายุยังน้อย ยังไม่อยู่ในวัยที่พร้อมที่จะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และอีกหนึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ค่อนข้างน่ากังวลก็คือยูทูบ เพราะเด็กเล็กจะยังแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือของปลอม ดังนั้นการเสพสื่อชนิดนี้อาจจะทำให้เด็กได้รับข้อมูลที่บิดเบือน และต้องเผชิญกับความสับสนเมื่อเผชิญกับโลกความจริง นอกจากนี้การที่เด็กเอาตัวไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่น หรือรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเหมือนกับคนอื่น อาจจะทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจได้ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ควรทำข้อตกลงในการใช้เทคโนโลยีกับลูก อย่างเช่นกำหนดระยะเวลาการใช้งาน หรือเด็กเล็กจะสามารถดูยูทูบได้ก็ต่อเมื่อมีพ่อแม่อยู่ในห้องด้วยเท่านั้น หรือหากเด็กใช้หน้าจอโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย แอปพลิเคชันใดที่สามารถจำกัดขอบเขตเนื้อหาได้ ผู้ปกครองก็ควรตั้งให้เป็นเนื้อหาสำหรับเด็กเท่านั้น อย่างเช่น ในเน็ตฟลิกซ์ หรือดิสนีย์พลัส สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือผู้ปกครองควรคอยสังเกตสม่ำเสมอว่าลูกหลานมีการเข้าไปใช้งานอะไรในโลกโซเชียลบ้าง รวมทั้งถามความสนใจของเด็กๆ ว่าพวกเขาสนใจในเรื่องใดบ้าง สิ่งที่สำคัญกว่า คืออยากให้พ่อแม่ร่วมใช้เวลากับลูกๆ ในการเข้าใช้งานหน้าจอต่างๆ ไปกับลูกด้วย อีกทั้งยังสามารถคอยระวังอันตรายต่างๆ ให้พวกเขาได้นั่นเองค่ะ อ้างอิงจาก : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2351426      
30 มีนาคม 2565

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save