fbpx

กิจกรรมของครอบครัว

เลือกหมวดหมู่


ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว

จากกรณีเด็กหญิงคลีโอ สมิธ ชาวออสเตรเลียวัย 4 ขวบ หายไปจากบริเวณที่ตั้งแคมป์ ริมชายทะเล แถบชนบทของครอบครัว รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. ที่เด็กนอนหลับภายในเต็นท์ พอรุ่งเช้าแม่ตื่นมาไม่เห็นลูกแล้ว จากนั้นผู้คนระดมทีมกันปูพรมค้นหา ทั้งทางบก ทางอากาศและทางทะเล ล่าสุดวันนี้ (วันที่ 3 พ.ย.) เอบีซีนิวส์ ออสเตรเลีย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย แถลงพบตัวหนูน้อยแล้ว ปลอดภัยดี อยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ล็อกประตูไว้ ในเมืองคาร์นาร์วอน นอกจากนี้ตำรวจยังควบคุมตัวชายคนหนึ่งที่เป็นชาวเมืองคาร์นาร์วอนไว้สอบปากคำต่อไป นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า ตำรวจบุกเข้าไปในบ้านหลังต้องสงสัยตอนตีหนึ่ง และพบเด็กหญิงอยู่ในห้องหนึ่งในนั้น เมื่อตำรวจถามว่า “หนูชื่ออะไรคะ” เด็กตอบว่า “หนูชื่อคลีโอ” จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงรีบติดต่อพ่อแม่เด็กให้มาพบหน้าลูกในทันที หลังเด็กถูกพรากหายไป 18 วัน แม่เด็ก ชื่อนางเอลลี สมิธ โพสต์ในอินสตาแกรม ว่า “ครอบครัวเรากลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง” ยินดีกับครอบครัว และขอให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับพ่อแม่ เวลาพาลูกไปเที่ยว สิ่งสำคัญเลยคือการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เพราะหากเราละสายตาไปเพียงแค่วินาทีเดียว ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับหนูน้อยของเราไปได้อย่างไม่คาดคิดเลยล่ะค่ะ อ่านข่าวเหตุการณ์ก่อนหน้าได้ที่ : https://www.parentsone.com/news-missing-child/ อ้างอิงจาก : khaosod

ชีวิตครอบครัว ชีวิตครอบครัว
คงเป็นปกติที่พอเราเลี้ยงลูกมานาน มห้ทั้งความรักและความเอาใจใส่ อะไรที่เป็นเรื่องของลูก เราก็มักจะปกป้องไปเสียหมด แต่ทว่าในบางครั้งเราก็เผลอตามใจหรือรีบโอ๋เกินไปจนเราอาจทำสิ่งที่ทำร้ายจิตใจผู้อื่นหรือลืมนึกถึงเหตุผลไปบ้างในการสอนในสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นเราจะมาลองทดลองกันดูนะคะว่าเรามีสัญญาณที่จะกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่เอาใจลูกเกินจำเป็นหรือเปล่าซึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าเกินไปนั้นมีดังนี้ ตีโต๊ะ ตีพื้นเวลาลูกหกล้มหรือกระแทกโดน การทำแบบนี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่าตนเองไม่เคยผิดเพราะพ่อแม่มักจะโทษสิ่งอื่นๆ แทนการอธิบายกับลูกว่าต้อวิ่งหรือเดินด้วยความระมัดระวังอย่างสม่ำเสมอ และแน่นอนว่าการพูดนั้นก็ต้องการการปลอบดีๆ เช่นกัน ไม่ใช่ดุด่าว่าเซ่อซ่าหรือซุ่มซ่าม ซึ่งหากเกิดเหตุการณืขึ้นสิ่งที่ควรทำคือ เข้าไปถามไถ่ว่าเจ็บมากหรือเปล่า หากมีบาดแผลให้ทำแผลให้สะอาดพร้อมปลอบโยน แนะนำให้ระวังตัวมากขึ้น หรือในกรณีสิ่งของมันทำให้สุ่มเสี่ยงจริงๆ อาจมีการเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือแก้ไขให้พื้นที่ตรงนั้นปลอดภัยยิ่งขึ้น พูดติดปากว่า " เขายังเด็ก " "อย่าถือสาเด็กเลย " "เป็นผู้ใหญ่ใจดีกับเด็กหน่อยสิ " เพื่อปกป้องลูกเวลาลูกทำผิดโดยไม่สนใจเหตุผลของผู้อื่น ในบางเวลาที่ออกไปนอกบ้าน หรืออยู่ในที่สาธารณะและลูกของเราไปทำอะไรที่อยู่นอกสายตาเข้า อาทิ หยิบของคนอื่นมาอย่างไม่ตั้งใจ, หัวเราะหรือกรี๊ดเสียงดังรึแม้แต่การพบเจอเด็กคนอื่นและเข้าไปหยอกแกล้งจนอีกฝ่ายร้องไห้ และเรามักจะใช้ข้ออ้างว่าเป็นดังพูดที่ได้ยกตัวอย่างไปในการปกป้องลูกของเรา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากๆ เพราะแบบนั้นลูกจะไม่เกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ไม่ควร และยังทำให้คนรอบข้างตำหนิลูกเราหรือเราได้ว่าไม่เข้าใจการอยู่ร่วมกัยผู้อื่น ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ถามที่มาที่ไปของสาเหตุในประเด็นนั้น หากเห็นแล้วว่าลูกของเราเป็นฝ่ายเริ่ม ต้องขอโทษเสมอ ไม่หาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง ไม่หักหน้าดุลูกต่อหน้าคนอื่นแต่เมื่ออยุ่ในพื้นที่ส่วนตัว ต้องพูดคุยและปรับความเข้าใจกับลูกให้เข้าใจถึงสิ่งที่ผิดว่าต้องปรับปรุง ด้อยค่าเด็กคนอื่น เพื่อชมลูกตนเอง แม้เราจะเห้นอยู่บ่อยครั้งที่พ่อแม่มักบอกลูกตนเองแย่กว่าลูกของคนอื่น แต่ในแบบตรงข้ามเองก็มีเช่นกันที่ข่มหรือวิจารณ์เรื่องรูปร่าง และหน้าตาของบุคคลอื่นเพื่ออวยหรือชมลูกตนเอง ซึ่งไม่ว่าแบบไหนก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทั้งสิ้น การเชยชมควรก่อให้เกิดผลบวกต่อทั้งตัวลูกของเราเองและผู้อื่น ไม่มีใครสมควรถูกโดนด้อยค่าลงเพื่อยกยอคนอื่น ซึ่งประโยคตัวอย่างที่ไม่ควรพูดคือ " โถ ลูกคุณทำได้แค่นี้เหรอ แต่ลูกฉันน่ะทำได้ดีกว่านั้นอีก " " ไม่เหมือนลูกของผมเลย ทำนี่ได้ดีกว่ามาก " " รู้มั้ยลูกของฉันน่ะ สอบได้ A ตลอดเลยนะ ลูกเธอทำได้รึเปล่า " เล่นใหญ่ไม่ฟังคนอื่น พอเห็นลูกตัวเองร้องไห้ ลูกของใคร ใครก็รักเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือเมื่อเราเห็นว่าลูกของเรามีน้ำตา เราก็จะโทษอีกฝ่ายทันทีว่าเป็นผู้กระทำ ต้องมีการรับผิดชอบรึเอาเรื่องให้ถึงที่สุดซึ่งในความจริงเมื่อเหตุการณ์การขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องมีสติก่อนอันดับแรกเพื่อทำในสิ่งที่ควรคือ เข้าไปดูสถานการณ์ให้เร็วที่สุดพร้อมลำดับเหตุการณ์ สอบถามเรื่องราวจากทุกฝ่ายทั้งลูกของเรา และฝ่ายตรงข้ามว่าเกิดอะไรขึ้น…
20 ตุลาคม 2564

eşya depolama istanbul eşya depolama