NEWS: ปัญหาเด็กหายรุนแรงขึ้น พ่อแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

Writer : Lalimay
: 12 มกราคม 2561

มูลนิธิกระจกเงาเผยสถิตเด็กหายในปี 2560 มีทั้งสิ้น 402 คน มีสาเหตุหลักคือหนีออกจากบ้าน แต่อย่างไรก็ตาม มีไม่น้อยเช่นกันที่เกิดจากการพลัดหลงกับพ่อแม่ ดังนั้นนายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา จึงได้ให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ที่พาลูกไปงานวันเด็กดังนี้

  1. พ่อแม่ต้องทราบรูปพรรณของลูก ส่วนสูง น้ำหนัก สีเสื้อผ้า
  2. ถ่ายรูปล่าสุดพร้อมชุดที่สวมใส่ของลูก ก่อนออกจากบ้าน
  3. ทำป้ายชื่อ เบอร์ติดต่อครอบครัว ติดตัวเด็กไว้
  4. สอนลูกว่า หากพลัดหลง นัดเจอกันจุดไหน ขอความช่วยเหลือได้กับใคร
  5. สอนลูกว่า หากตกอยู่ในอันตราย มีคนจูงมือไป ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ

โดยเด็กที่หายจำนวน 402 คนนั้นมีสาเหตุหลักกว่า 84% คือการหนีออกจากบ้าน เนื่องจากมีปมปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัจจัยในการตัดสินใจหนีออกจากบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง ด่าทอ และการห้ามเด็กทำสิ่งต่างๆ โดยไม่อธิบายเหตุผล ซึ่งเด็กที่หายมักอยู่ในช่วงอายุ 11-15 ปี ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชายถึง 3 เท่า

กลุ่มวัยรุ่นอายุ 11-15 ปี ถือว่ามีความเสี่ยงในการตัดสินใจหนีออกจากบ้านได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ทำให้เด็กไปยึดเหนี่ยวเพื่อนหรือคนที่เพิ่งรู้จักในโลกออนไลน์มากกว่าคนในครอบครัว ซึ่งโลกภายนอกบ้าน มีอันตรายหลายอย่างสำหรับเด็ก ทั้งการคุกคามหรือหาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก หรือมีความเสี่ยงในการถูกล่อลวง

ข้อแนะนำของพ.ต.อ. ชัยวัฒน์ บูรณะ ในการป้องกันเด็กหาย ดังนี้

  1. ผู้ปกครองต้องให้ความรัก ความอบอุ่น ดูแลเด็ก อย่างใกล้ชิดไม่ให้เกิดปัญหาในครอบครัว
  2. รับรู้ข้อมูลเด็กอย่างต่อเนื่อง
  3. สร้างเครือข่ายผู้ปกครองโดยสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้เร็วที่สุด
  4. อย่าปล่อยให้เด็กอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรืออยู่ตามลำพัง
  5. ให้คำแนะนำเด็กให้รู้ถึงวิธีการล่อลวงของคนร้ายฝึกให้เด็กได้มีทักษะการสังเกตจดจำเบื้องต้น

อ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :
Update
ข่าว ข่าว
กล้องวงจรปิดอาจเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่เด็กๆ เมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน แต่ในทางกลับกันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกถูกจับผิดมากกว่าได้รับการปกป้อง ผลการสำรวจโรงเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายในสหรัฐฯ มากกว่า 54,000 แห่ง พบว่าการว่าจ้างเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยประจำโรงเรียน เเละการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายนอกตัวอาคารของโรงเรียนช่วยให้เด็กนักเรียนรู้สึกปลอดภัยขึ้น เเต่การติดตั้งกล้องวงจรปิดในตัวอาคารของโรงเรียน กลับทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งมีกล้องถ่ายภาพในโรงเรียนมากขึ้นเท่าใด เด็กนักเรียนบอกว่ายิ่งรู้สึกปลอดภัยน้อยลง เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกสอดส่องหรือจับผิด เเชนนอน เบนเน็ท (Shannon Bennett) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาวัยรุ่น และผู้อำนวยการด้านจิตวิทยาคลีนิกที่ศูนย์ศึกษาความวิตกกังวลในวัยรุ่น กล่าวว่า ผลการศึกษาใหม่นี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยไม่ช่วยให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเสมอไป การติดกล้องวงจรปิดอาจช่วยแก้ปัญหาการรังแกในโรงเรียนได้ แต่ต้องมีการชี้แจ้งอย่างชัดเจนว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดีโอที่ได้ไปใช้อย่างไร นอกจากนี้การรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนด้วยการสร้างบรรยากาศทางสังคมทางบวก ให้นักเรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มีคุณค่า ได้รับความเคารพและเข้าอกเข้าใจจากครูและผู้ใหญ่ในโรงเรียน อาจจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงต่างๆ ในโรงเรียนได้ อ้างอิงจาก voathai.com/
18 ตุลาคม 2561