fbpx

COVID-19

เลือกหมวดหมู่


ข่าว ข่าว

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงแนวทางเตรียมความพร้อมการเปิดสถานศึกษา ในภาคเรียนปีการศึกษา 2563 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 ก.ค.นี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อ COVID-19 ดังนี้  โรงเรียนต้องมีการคัดกรอง วัดไข้ และอาการเสี่ยงก่อนเข้าสถานศึกษา ซึ่งจะช่วยตัดวงจรโรคได้ และขอความร่วมมือจากผู้ปกครองแจ้งประวัติเสี่ยงต่างๆ และเตรียมพร้อมก่อนจะกลับสู่โรงเรียน ต้องสวมหน้ากากผ้าตลอดเวลาขณะที่อยู่ภายในโรงเรียน ไม่ถอดหน้ากากออกเมื่ออยู่ในห้องเรียน  ให้มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอภายในโรงเรียน  จัดรูปแบบให้มีการเว้นระยะห่างภายในโรงเรียน และในห้องเรียนต้องจำกัดให้เด็กอยู่กลุ่มก้อนขนาดเล็ก หากเกิดเหตุโรคระบาดจะทำให้ติดตามและค้นหาสาเหตุได้ไว  ทำความสะอาดโรงเรียน หรือพื้นผิวที่มีการสัมผัส หรือทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น สนามเด็กเล็ก มีการสลับสับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ส่วนรวม และจำกัดจำนวนการใช้แต่ละครั้ง  ลดความแออัดไม่จัดกิจกรรมที่มีการสัมผัสร่วมกัน เช่น การแข่งกีฬาสี  ซึ่งอาจจะต้องงดไปก่อน และมีชั่วโมงเรียนรู้ได้อย่างพอเหมาะในการอยู่ร่วมกันทุกระดับ โดยเบื้องต้น โรงเรียนแต่ละแห่งสามารถติดตามแนวทางการเปิดโรงเรียนปลอดภัยได้ในเว็บไซต์ของกรมอนามัย ไทยสต็อบโควิด (https://stopcovid.anamai.moph.go.th/ ) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเรียนปลอดโรคได้ อ้างอิงจาก https://siamrath.co.th/n/157033

ข่าว ข่าว
การที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนในช่วงเปิดเทอมใหม่ เป็นปัญหาที่พบเจอได้บ่อย เพราะลูกต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิต จากที่เคยนอนดึกได้ ตื่นสายได้ ได้ไปเที่ยวกับครอบครัว ทำกิจกรรมกับพ่อแม่ กลายเป็นว่าต้องตื่นเช้า มีการบ้านต้องทำ เด็กจึงงอแงไม่อยากไปโรงเรียน เนื่องจากลูกยังเด็ก ปรับตัวไม่ได้และมีความกลัว พ่อแม่ต้องให้เวลา รับมือกับปัญหานี้อย่างใจเย็น พร้อมอยู่ใกล้ชิดและให้กำลังใจลูก นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า ปัญหาเด็กไม่ยอมไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติในเด็กเกือบทุกคนที่เริ่มไปโรงเรียนใหม่ๆ พบในช่วงอายุประมาณ 3 ปี ถึง 4 ปี เพราะเด็กจะมีความกังวลที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ส่วนเด็กวัยเรียนก็อาจจะมีปัญหาการเรียนหรือเข้ากับเพื่อไม่ได้ พ่อแม่ควรเปิดใจให้กว้าง รับฟังความรู้สึกและปัญหาของลูก ต้องเข้าใจและค่อยๆ สอยลูกอย่างใจเย็น พร้อมหาทางแก้ไข ทางด้าน นพ. สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัญหานี้พ่อแม่ควรรับมือและหาทางแก้ไขอย่างมีสติ ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูโดยสอนลูกให้ช่วยเหลือตนเองและช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อย โดยที่มีพ่อแม่ดูแลใกล้ชิด ก็จะทำให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนเอง นอกจากนี้ควรฝึกทักษะการเข้าสังคมอย่างการเล่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ทั้งนี้ควรให้ลูกไปโรงเรียนทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องหยุด พ่อแม่ไม่ควรตำหนิด้วยอารมณ์หากลูกอืดอาดชักช้า ไม่ยอมอาบน้ำหรือไม่ยอมกินข้าวเช้า ควรพูดกับลูกด้วยเหตุผลและหนักแน่นเพื่อบอกให้ลูกไปโรงเรียน อาจจะมีการจูงใจลูกขณะเดินทางไปโรงเรียน ด้วยการพูดคุยเรื่องสนุกๆ หรือให้ลูกช่วยวางแผนว่าจะทำอะไรในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และที่สำคัญพ่อแม่ก็ควรจะมารับลูกให้ตรงเวลา ลูกจะได้มั่นใจและเชื่อมั่นในคำพูดของพ่อแม่ต่อไปในอนาคต อ้างอิงจาก https://voicetv.co.th/read/S1RRwcMRz http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/801570
15 พฤษภาคม 2561