fbpx

พ่อแม่อย่าละเลย!! 8 ปัญหาอันตรายของแสงที่ส่งผลต่อสายตาเด็ก

Writer : Mneeose
: 23 เมษายน 2562

แสงทุกชนิดมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวของมัน ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดที่มีรังสี UV หรือแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม หากเด็กอยู่กับแสงนั้นเป็นเวลานานๆ และผิดวิธีจะทำให้สายตาของลูกเสื่อมเร็วขึ้นแน่นอนค่ะ

Parents One ขอเสนอ 8 ปัญหาอันตรายของแสงที่ส่งผลต่อสายตาเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลยมาฝากกัน จะมีอะไรอันตรายอะไรบ้าง และมีวิธีการใดที่จะช่วยป้องกันสายตาต่อแสง ไปอ่านกันเลยค่ะ

“แสง” ที่เป็นอันตรายต่อสายตาเด็ก

แสงเป็นสิ่งที่เรามักเจออยู่ตลอดเวลาและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถที่จะป้องกันแสงต่างๆ ไม่ให้เข้ามาทำลายประสาทตาของเราโดยตรงได้ ซึ่งแสงที่เรามักพบเจอมี 2 แบบ คือ แสงยูวี (ultra-violet) ที่ส่วนใหญ่มาจากแสงอาทิตย์ และแสงฟ้า (blue light)

 

อันตรายจากรังสี UV ที่ส่งผลต่อสายตาเด็ก

 

1. รังสี UV ตัวทำลายเซลล์ที่ดวงตา!! อันตรายเท่ากับการทำลายเซลล์ผิวหนัง

คุณพ่อคุณแม่คงได้ยินบ่อยๆ ว่ารังสี UV ในแสงแดดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง แต่ใครจะไปรู้ละคะว่ารังสี UV ก็สามารถทำลายเซลล์ที่บริเวณดวงตาของเราได้มากพอๆ กับการที่มันทำลายเซลล์ผิวหนังของเราเลย ยิ่งบริเวณดวงตาของเด็กน้อยแล้ว ยิ่งบอบบางกว่าของผู้ใหญ่หลายเท่า

 

2. เสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อลม

เด็กที่ได้รับรังสี UV จากแสงแดดมากกว่าปกติจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อลม เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เพราะรังสี UV สามารถกระตุ้นให้เกิดการแตกหักของเนื้อเยื่อคอลลาเจนของเยื่อบุตา ทำให้เยื่อบุตาเสื่อมสภาพและหนาตัวขึ้น จึงเห็นเป็นวุ้น ๆ ข้าว ๆ ตาดำ และเป็นเยลลี่สีใสอมเหลืองอ่อน  ก่อให้เกิดการระคายเคืองตา ตาแดง และสู้แสงไม่ได้ค่ะ

 

3. โรคต้อกระจก ตาขุ่นมัว มองไม่ชัด

หากเด็กได้รับรังสี UV ที่ตามากไป ก็อาจจะทำให้เลนส์แก้วตาเสียสภาพความใสไป กลายเป็นเลนส์ขุ่น มีผลทำให้การมองเห็นลดลง เสื่อมคุณภาพลง หรืออาจจะมองไม่ชัดเลยก็ได้ หากลูกเป็นโรคต้อกระจกควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน อย่าละเลยโรคตาในเด็ก เพราะเด็กที่เป็นโรคนี้จะเสี่ยงตาบอดได้ด้วยนั่นเองค่ะ

 

4. เกิดโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล

แสงแดดที่แรงมากๆ จะทำให้เด็กที่เป็นภูมิแพ้ตามฤดูกาลซึ่งอาจจะเป็นโดยกำเนิด มีอาการคันและเคืองตากำเริบขึ้นได้ในช่วงปลายฤดูร้อนติดกับต้นฤดูฝน ทางที่ดีควรให้เด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือไปในที่ที่มีฝุ่นละอองเกสรดอกไม้ ต้นหญ้า ที่อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ได้ค่ะ

อันตรายจากแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่ส่งผลต่อสายตาเด็ก

5. จ้องจอนานๆ ระวังจะเป็นภาวะตาล้า (Digital Eye Strain)

เมื่อเด็กใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะทำลายประสาทการมองเห็นของเด็กได้โดยที่ไม่รู้ตัว มักจดจ่อหน้าจอด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง จึงทำให้ดวงตาแห้ง และดวงตาเกิดอาการล้า จึงเป็นที่มาของการมองเห็นที่พร่ามัวก่อนวัยอันควรนั่นเองค่ะ

 

6. โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) อันตรายของสมาร์ทโฟนที่มีต่อดวงตา

แสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายเซลล์ประสาทตา หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ค่ะ

 

7. ระวัง! แสงสีฟ้าอาจทำให้เด็กเป็นสายตาสั้นเทียมแบบไม่รู้ตัว

หากเด็กจ้องหน้าจอสื่อสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป จนเกิดการเพ่งดวงตาเป็นระยะเวลานานๆ จะยิ่งทำให้สายตาผิดปกติ นั่นคือเด็กจะมีสายตาสั้นเพิ่มขึ้น

 

8. ทำให้เด็กเสียบุคลิกภาพ เพราะต้องหยีตามองตลอดเวลา

เมื่อเด็กมองไม่ชัด ทำให้ต้องหยีตามองสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในระยะไกลตลอดเวลา ซึ่งมีผลต่อวิสัยทัศน์และบุคลิกภาพ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องซื้อแว่นสายตาให้ลูกใส่นั่นเองค่ะ

 

ป้องกันแสงไม่ให้ทำร้ายดวงตาของลูกน้อย ด้วยแว่นกันแดดและแว่นตัดแสงสีฟ้าของ BEWELL

เลือกแว่นอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยจากแสง? 

คงเป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอยากรู้กันใช่ไหมล่ะคะ การที่เราจะเลือกแว่นซึ่งสามารถปกป้องดวงตาเด็กๆ จากแสงสีฟ้า และป้องกันจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยได้ด้วยนั้น จึงต้องเลือกแว่นที่ดูแล และทะนุถนอมแบบเด็ก ยิ่งให้เด็กใช้มือถือและจอคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษด้วย “แว่นตาตัดแสงสีฟ้าเด็ก : Superkid’s Blue Blocker” ของ BEWELL เหมาะสำหรับเด็กอายุ 4 – 12 ปี นอกจากจะเบาและทนทานแล้ว วัสดุยังไม่เป็นอันรายต่อเด็ก ช่วยให้ผู้ปกครองเบาใจในเรื่องความปลอดภัยได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยตัดแสงสีฟ้าที่มาจากมือถือและจอคอมพิวเตอร์ที่ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควรด้วยค่ะ

ส่วนแว่นกันแดดสำหรับเด็ก ขอแนะนำ “Superkid’s Sun Glasses” ตัวช่วยปกป้องดวงตาให้สดใส มั่นใจทุกการผจญภัยของลูกรัก ช่วยลดปริมาณแสงให้ดวงตารู้สึกสบายขึ้น ป้องกันอันตรายจากรังสี UV ที่สำคัญคือ กรอบแว่นแยืดหยุ่น รองรับแรงกระแทก เลนส์ PC ไม่แตกแน่นอน เพราะออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะค่ะ

ซื้อแว่นตาเด็ก Superkid’s ได้ที่ SE-ED Book Center ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และช่องทาง Line : @bewell ค่ะ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้!! สำหรับแฟนเพจ Parents One จะได้รับส่วนลดราคาแว่นตาสำหรับเด็กอีก 10% จ้า โดยใช้โค้ดนี้เลย : BWXPARENTSONE10

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : bewellstyle
Facebook BEWELL :  BEWELL

Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ไรฝุ่น เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจมากที่สุด โดยพบผู้ป่วยเด็กร้อยละ 70 ผู้ใหญ่ร้อยละ 70-90 ที่แพ้ไรฝุ่น ในตอนนี้ประเทศไทยก็ได้มีการผลิตวัคซีนไรฝุ่นและน้ำยาทดสอบโรคภูมิแพ้ เพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแล้ว โดยรศ.ดร.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร อาจารย์ภาควิชาวิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานคณะกรรมการอำนวยการความร่วมมือการผลิตวัคซีนสำหรับโรคภูมิแพ้ ได้กล่าวว่า จากการลงนามในสัญญาความร่วมมือกับบริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เมื่อปี 2550 ในตอนนี้ได้ทำการวิจัยแะทดลองจนได้วัคซีนไรฝุ่น ซึ่งเป็นวัคซีนรุ่นแรกที่ผลิตขึ้น และนำมาใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยนั้นสำเร็จแล้ว ซึ่งทางศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาด้านโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้เริ่มเพาะเลี้ยงไรฝุ่นบริสุทธิ์ทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ Dermatophagoides pteronyssinus (Dp) และ Dermatophagoides farinae (Df) ซึ่งเป็นไรฝุ่นที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนไทย แทนการซื้อตัวไรฝุ่นจากต่างประเทศเพื่อการวิจัย ซึ่งมีราคาแพงมากกว่าที่ผลิตเองถึง 10 เท่า เพื่อนำมาวิจัยจนได้วัคซีนไรฝุ่นออกมา จากการสำรวจทั้งในและต่างประเทศพบว่า ศิริราชเป็นรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตวัคซีนไรฝุ่น เพื่อจำหน่ายอย่างครบวงจร โดยวัคซีนที่ผลิตได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาและผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข  อ้างอิงจาก https://www.newtv.co.th/news/45644
6 ธันวาคม 2562