fbpx

โรงเรียน

เลือกหมวดหมู่


สุขภาพ สุขภาพ

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้การเรียนออนไลน์กลายเป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาของเด็กๆ ไปเสียแล้ว นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เด็กๆ ต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ หากใช้งานอย่างไม่เหมาะสม วันนี้เราจึงมีเทคนิคในการเรียนออนไลน์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนค่ะ เผื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของลูกได้นะคะ อันตรายของแสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอ แสงสีฟ้าเป็นแสงที่พบได้จากทั้งในแสงแดด และแสงจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแสงสีฟ้าก็มีประโยชน์ในเรื่องของการกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับแสงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียเช่นกันค่ะ คือแสงสีฟ้าจะไปยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนินในสมอง ทำให้นอนหลับได้ไม่สนิท นอกจากนี้หากจ้องจอเป็นเวลานานยังสามารถทำลายเซลล์จอประสาทตาได้ด้วยนะคะ ใช้สายตาด้วยหลักการ 20-20-20 สำหรับเทคนิคที่ช่วยให้ลูกรู้สึกสบายตาเวลาที่เรียนออนไลน์มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้หลักการ 20-20-20 คือ ใช้สายตามองใกล้ติดต่อกันไม่เกิน 20 นาที  และพักสายตา 20 วินาที  พักสายตาโดยมองไปที่ระยะห่าง 20 ฟุต (6 เมตร) แล้วกลับมาใช้สายตาใหม่ได้ จัดห้องให้เหมาะสมก็ช่วยได้ จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียน โดยในห้องควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ จัดวางจอให้อยู่ในระยะที่ตามองสบายแบบไม่ต้องเพ่ง โดยเฉลี่ยระยะจากตาถึงจอควรห่างประมาณ 45-50 ซม. ปรับหน้าจอให้สว่างพอดี ไม่มืดหรือสว่างเกินไป เพราะแสงเข้าตามากเกินอาจทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมได้ค่ะ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกกระพริบตาบ่อย ๆ โดยปกติคนเรากะพริบตา 10 - 12 ครั้งต่อนาที และอาจหลับตาพักด้วยการนับ 1 - 5 แล้วลืมตาใหม่ เพื่อทำให้มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงดวงตา และช่วยลดภาวะตาแห้งหรือเคืองตาได้นั่นเองค่า วิธีการดูแลดวงตา เมื่อรู้เทคนิคในการใช้สายตาแล้ว การดูแลดวงตาของลูกก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันนะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกจากภายในได้โดยให้ลูกทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น ผักผลไม้ที่มีสีเหลือง อย่างแคร์รอต ฟักทอง รวมไปถึงผักใบเขียวต่างๆ นอกจากนี้ควรให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาได้ ในส่วนของการดูแลจากภายนอกคุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อแว่นตาที่ช่วยกรองแสงสีฟ้ามาให้ลูกใส่เพื่อเป็นการลดแสงสีฟ้าที่มากระทบเข้าสู่ดวงตาของลูก และอาจมีการประคบเย็นที่ดวงตา เพื่อเพิ่มความสดชื่นและสามารถคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่อ่อนล้าได้ด้วยนะคะ ข้อมูลอ้างอิงจาก mgronline.com/ komchadluek.net megawecare.co.th  

ข่าว ข่าว
พบอีกแล้วกับเหตุการณ์ที่คุณครูทำโทษเด็กเกินกว่าเหตุ โดยในครั้งนี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนในจังหวัดอ่างทอง คือมีคุณครูคนหนึ่งลงโทษเด็กนักเรียนชั้นป.5 ด้วยการตีมือของเด็กจนต้องเข้าเฝือก โดยมีนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อ่างทองถูกคุณครูประจำชั้นทำโทษใช้ไม้ตีที่มืออย่างรุนแรง เหตุผลจากครู คือ เด็กส่งการบ้านไม่ครบ จึงใช้ไม้ตีบริเวณมือทั้ง 2 ข้าง จำนวน 3 ครั้ง หลังจากถูกตีพบว่าเป็นการเข้าใจผิดเนื่องจากเด็กสับสน คิดว่าเป็นหนังสือการบ้านอีกเล่มหนึ่งจึงหยิบมาผิดเล่ม หลังจากถูกตี เด็กชายรู้สึกเจ็บที่มือ จนช่วงพักกลางวันไม่สามารถตักข้าวกินเองได้ มีอาการปวดจนมือสั่นอยู่ตลอดเวลา โดยมือมีอาการบวมแดงและอักเสบ ช่วงเย็นพ่อแม่จึงพาไปพบแพทย์อละได้รับการเอกซเรย์ พบว่าบริเวณมือซ้ายมีความผิดปกติ มีจุดดำบริเวณกระดูก เบื้องต้นจึงทำการเข้าเฝือกไว้ และรอดูอาการอีก 5 วัน เอกซเรย์ซ้ำหากบริเวณจุดดำมีรอยของคราบหินปูนเกาะ แสดงว่ากระดูกหัก ทางด้านพ่อแม่ของเด็กรู้สึกว่าคุณครูทำเกินกว่าเหตุ มันไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการทำร้ายร่างกาย ในนตอนแรกจึงได้เข้าพบกับผอ. เพื่อชี้แจงรายละเอียดที่เกิดขึ้น และคุณครูประจำชั้นก็ได้เข้ามาพูดคุยพร้อมกล่าวคำขอโทษ โดยมีการพูดถึงค่าเสียหาย ค่าเสียเวลา ซึ่งทางครอบครัวของเด็กชายก็ปฏิเสธที่จะรับ เพราะแค่อยากให้ครูแสดงความรับผิดชอบเฉยๆ แต่เรื่องกลับไม่จบเท่านั้น เพราะมีเด็กนักเรียนที่เป็นเพื่อนกับลูก แจ้งว่าคุณครูคู่กรณี สั่งเด็กๆ ในห้อง ถ้าใครมาถามให้บอกว่า ครูไม่ได้เป็นคนทำ และลูกตนไม่ได้รับบาดเจ็บจริง ใบรับรองแพทย์ก็ไม่มี จึงทำให้มีเพื่อนร่วมห้องบางคนแสดงอาการบูลลี่เด็กชาย ไม่คุยด้วย ใช้คำพูดเหมือนเด็กชายเป็นเด็กโกหก  ดังนั้นทางครอบครัวจึงได้มีการไปลงบันทึกประจำวันที่สภ.เมืองอ่างทอง เพื่อให้คุณครูมาพูดความจริงที่เกิดขึ้น ให้นักเรียนในห้องได้รับทราบว่า สิ่งที่เด็กชายพูดและถูกกระทำนั้นเป็นเรื่องจริง เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นความจริง เพราะถ้าครูไม่แสดงความรับผิดชอบ ตนและครอบครัวจะเดินหน้านำหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับคุณครูผู้ก่อเหตุต่อไป ทางด้านคุณครูพอได้ทราบเรื่องก็ได้ออกมาชี้แจงว่าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายร่างกายเด็กและขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นผอ.โรงเรียนได้ตักเตือนคุณครูและย้ายให้ไปสอนนักเรียนชั้นอื่นแทน   อ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/news/local/central/2120920 https://news.ch7.com/detail/494464  
22 มิถุนายน 2564