NEWS: แค่สัมผัสก็แพ้แล้ว! แม่แชร์ประสบการณ์ลูกแพ้ไข่เฉียบพลัน

Writer : Lalimay
: 8 ตุลาคม 2561

การแพ้อาหารเป็นสาเหตุของอาการแพ้ที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งอาการมีตั้งแต่แพ้เล็กน้อยจึงแพ้ไปถึงขั้นรุนแรง โดยในการแพ้ขั้นรุนแรงนั้น แค่การสัมผัสก็ทำให้แพ้อย่างรุนแรงได้แล้วค่ะ

กรณีนี้มีคุณแม่ผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่ง ได้ออกมาพิมพ์เรื่องราวแชร์ประสบการณ์การแพ้อาหารของลูก เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่คุณแม่ท่านอื่น โดยคุณแม่เล่าว่า น้องเอนจิ้นซึ่งเป็นลูกชายนั้นมีอาการภูมิแพ้ขั้นหนักตั้งแต่อายุ 4 เดือน เมื่อไปเจาะผลเลือด จึงทราบว่าแพ้ไข่ขาวอย่างรุนแรง จะมีอาการนอนหายใจครืดคราด มีผื่นสากตามหน้าและข้อพับ ซึ่งน้องกินนมแม่ล้วน ดังนั้นคุณแม่จึงต้องงดอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ทั้งหมด เพราะลูกจะรับโปรตีนไข่ผ่านน้ำนมของแม่

จนเมื่อน้องเอนจิ้นอายุขวบครึ่งจึงได้เทสเจาะผลเลือดอีกครั้ง คราวนี้พบว่านอกจากไข่ขาวแล้ว ยังแพ้ไข่แดงและไรฝุ่นขั้นรุนแรง ดังนั้นในการทำอาหารให้ลูกจึงหลีกเลี่ยงเมนูที่มีไข่เป็นส่วนผสม เพราะหากไม่งดจริงจัง ค่อยๆ รับไข่ทีละเล็กละน้อยก็จะกระตุ้นอาการแพ้จนทำให้ไม่หายสักที

และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม น้องเอนจิ้นที่มีอายุ 2 ขวบอยู่ในวัยที่กำลังซุกซนได้วิ่งไปคว้าไข่ดิบ 1  ฟองแล้วบีบจนแตก จนเปื้อนแขนและขา ผลปรากฏว่า น้องร้องลั่นมีผื่นขึ้นเต็มตัวภายในเวลา 2-3 วินาที นอกจากนี้ยังเสียงแหบ นัยน์ตาแดง คุณแม่จึงรีบพาลูกไปอาบน้ำ ฟอกสบู่ทันทีให้ยาแก้แพ้และทายาคาลาไมล์ ซึ่งคุณแม่งงมากไม่คิดว่าลูกจะมีอาการแพ้หนักเพียงแค่สัมผัสไข่แตก 1 ฟอง

ดังนั้นคุณแม่จึงอยากฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับบ้านไหนที่มีลูกแพ้อาหาร เพราะอาการภูมิแพ้แบบรุนแรงเฉียบพลันเป็นเรื่องอันตรายมาก ถ้าเกิดแล้วมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูง เพราะฉะนั้นถ้าเด็กหรือมีคนมาบอกว่าเขาแพ้อะไร กรุณาอย่าไปแกล้ง เช่น เอาสารก่อภูมิแพ้นั้นไปป้ายตัว เพราะบางรายแค่สัมผัสหรือสูดกลิ่นก็แพ้แล้ว หากแพ้มากหรือรับสารที่ทำให้แพ้ในปริมาณมากจะทำให้หมดสติ หลอดลมตีบ หายใจไม่ออก ถึงขั้นเสียชีวิตทีเดียว

อ้างอิงจาก

https://www.facebook.com/AumSuttisinee/posts/10158058521989152

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
กล้องวงจรปิดอาจเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่เด็กๆ เมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน แต่ในทางกลับกันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกถูกจับผิดมากกว่าได้รับการปกป้อง ผลการสำรวจโรงเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายในสหรัฐฯ มากกว่า 54,000 แห่ง พบว่าการว่าจ้างเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยประจำโรงเรียน เเละการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายนอกตัวอาคารของโรงเรียนช่วยให้เด็กนักเรียนรู้สึกปลอดภัยขึ้น เเต่การติดตั้งกล้องวงจรปิดในตัวอาคารของโรงเรียน กลับทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งมีกล้องถ่ายภาพในโรงเรียนมากขึ้นเท่าใด เด็กนักเรียนบอกว่ายิ่งรู้สึกปลอดภัยน้อยลง เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกสอดส่องหรือจับผิด เเชนนอน เบนเน็ท (Shannon Bennett) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาวัยรุ่น และผู้อำนวยการด้านจิตวิทยาคลีนิกที่ศูนย์ศึกษาความวิตกกังวลในวัยรุ่น กล่าวว่า ผลการศึกษาใหม่นี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยไม่ช่วยให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเสมอไป การติดกล้องวงจรปิดอาจช่วยแก้ปัญหาการรังแกในโรงเรียนได้ แต่ต้องมีการชี้แจ้งอย่างชัดเจนว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดีโอที่ได้ไปใช้อย่างไร นอกจากนี้การรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนด้วยการสร้างบรรยากาศทางสังคมทางบวก ให้นักเรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มีคุณค่า ได้รับความเคารพและเข้าอกเข้าใจจากครูและผู้ใหญ่ในโรงเรียน อาจจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงต่างๆ ในโรงเรียนได้ อ้างอิงจาก voathai.com/
18 ตุลาคม 2561