fbpx

อยากซื้อบ้านต้องรู้! เลือกบ้านหลังแรกยังไงให้เหมาะกับครอบครัว

Writer : Lalimay
: 2 มกราคม 2563

“บ้าน” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของทุกคน สำหรับคู่รักหรือคู่แต่งงานใหม่ที่กำลังจะสร้างเนื้อสร้างตัว และออกมาสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง บ้านหลังแรกจึงมีความสำคัญมาก แต่ว่าบ้านก็มีหลายแบบเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าควรจะซื้อบ้านแบบไหนดี วันนี้เราจึงรวมประเภทของบ้านสำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกมาฝากค่ะ

คอนโดมิเนียม

คอนโดมิเนียม อาจเป็นบ้านหลังแรกที่คู่รักหรือคู่แต่งงานใหม่หลายๆ คู่มองไว้ ด้วยราคาที่พอจะสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ รวมไปถึงคอนโดส่วนใหญ่ยังอยู่ใจกลางเมือง จึงทำให้เดินทางไปทำงานได้สะดวก นอกจากนี้ในช่วงแรกบางคู่อาจจะยังไม่มีแพลนที่จะมีลูก หรืออาจวางแผนไว้ว่าจะให้เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่รอการขยับขยายก่อน คอนโดจึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่หลายๆ คู่ให้ความสนใจ

โดยคอนโดมิเนียมจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ คอนโด High Rise และ คอนโด Low Rise ซึ่งมีความแตกต่างหลักๆ คือเรื่องของความสูง และเรื่องของความเป็นส่วนตัว

1. คอนโด High Rise

  • สูงมากกว่า 8 ชั้น (มากกว่า 23 เมตร) ส่วนมากจะสูง 20-30 ชั้นขึ้นไป
  • ไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีจำนวนคนอาศัยอยู่เยอะ
  • อู่ติดถนนกว้างเกิน 10 เมตรขึ้นไป

2. คอนโด Low Rise

  • สูงไม่เกิน 8 ชั้น (ไม่เกิน 23 เมตร)
  • มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า เพราะว่ามีจำนวนยูนิตไม่มาก จึงทำให้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน
  • ต้องอยู่ติดถนนกว้าง 6 เมตรขึ้นไป

นอกเหนือจากประเภทแล้ว หลายๆ คนอาจสงสัยว่าคอนโดมีรูปแบบห้องแบบไหนบ้าง ซึ่งคอนโดจะมีห้องอยู่ประมาณ 4 รูปแบบคือ

  1. Studio : เป็นห้องใหญ่ๆ 1 ห้องแบบที่ไม่มีกระจกหรือผนังกั้น เมื่อเข้าไปแล้วก็จะเจอห้องนอนเลย มี 1 ห้องน้ำ และอาจมีห้องครัวเล็กๆ แบบที่ไว้สำหรับอุ่นอาหารเท่านั้น โดยส่วนมากมีขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตร จึงเหมาะกับคู่รักหรือคู่แต่งงานใหม่ที่ยังไม่มีลูก
  2. 1 Bedroom : ในห้องจะมีอีก 1 ห้องนอน ก็จะมีความกว้างขวางและแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนขึ้นมากกว่าแบบสตูดิโอ โดยอาจจะมีกระจกหรือผนังกันอย่างชัดเจน ห้องครัวก็จะเริ่มเป็นครัวมากขึ้น อาจทำอาหารง่ายๆ ได้บ้าง มีหลายขนาดตั้งแต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร ไปจนถึง 50 ตารางเมตร เหมาะกับคู่รักหรือคู่แต่งงานใหม่ที่ยังไม่มีลูก
  3. 1 Bedroom Plus : เป็นห้องขนาดกลาง ที่อยู่ระหว่าง 1 ห้องนอนและ 2 ห้องนอน โดยมีการแบ่งห้องเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน ห้องที่เพิ่มเข้ามาอาจจะไม่ได้เหมาะเป็นห้องนอนแบบจริงจังเพราะมีขนาดค่อนข้างเล็ก จึงเหมาะเป็นห้องอเนกประสงค์มากกว่า ส่วนมากจะมีขนาดไม่เกิน 50 ตารางเมตร เหมาะกับคู่รักหรือคู่แต่งงานที่วางแผนว่าจะมีลูกน้อย อาจเป็นห้องที่ไว้รอการขยับขยาย เพราะสามารถแปลงห้องอเนกประสงค์ให้เป็นห้องนอนของลูกได้
  4. 2 Bedroom : เป็นห้องขนาดใหญ่ของคอนโดมิเนียมคือมีการแบ่งห้องนอน 2 ห้องนอนอย่างเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน ห้องครัวก็สามารถประกอบอาหารได้เพราะมีการแบ่งห้อง รวมไปถึงห้องน้ำก็มีทั้งแบบ 1 และ 2 ห้องน้ำ ทำให้สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม สำหรับขนาดจะอยู่ที่ประมาณ 50 ตารางเมตรไปจนถึง 80 ตารางเมตรเลยทีเดียว เหมาะกับคู่รักหรือคู่แต่งงานที่มีลูก 1-2 คนเพราะว่ามีห้องนอนไว้รองรับเจ้าตัวเล็กเรียบร้อยแล้ว

 

ทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮม

สำหรับบ้านประเภทต่อมาก็คือ “ทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮม” ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในสายตาของคู่รักและคู่แต่งงานที่วางแผนไว้ว่าจะมีลูก 1-2 คน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับครอบครัวที่ไม่อยากอยู่คอนโด แต่ว่ายังมีงบประมาณไม่มากเท่าไหร่ เพราะทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮม ยังเป็นบ้านที่อยู่ในราคาที่เราสามารถเข้าถึงได้ค่อนข้างง่าย ราคาของบ้านก็ขึ้นอยู่กับทำเลเช่นกันว่าติดถนนใหญ่ไหม ติดรถไฟฟ้ารึเปล่า ทำให้เดินทางสะดวกมากแค่ไหนนั่นเอง

หลายคนอาจสงสัยว่าจะหว่างทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮมมีความแตกต่างกันยังไง โดยรูปแบบแล้ว ทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮม แทบจะไม่มีความต่างกันในแง่ของลักษณะรูปแบบภายนอก คือเป็นบ้านที่มีผนังติดกับบ้านอื่นๆ แต่พอลองดูในรอยละเอียดก็จะเห็นว่าโดยส่วนมากทาวน์เฮ้าส์จะมีราคาที่ถูกว่า มีการออกแบบให้อยู่กันแบบครอบครัวเล็กๆ ที่มีความคุ้มค่า แต่ว่าก็จะไม่มีส่วนกลางหรือสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สโมสร สวน หรือสระว่ายน้ำ

ในขณะที่ทาวน์โฮมเป็นบ้านที่พัฒนาขึ้นมาจากทาวน์เฮ้าส์ ด้วยการที่ใช้คำว่า ‘โฮม’ จึงทำให้รู้สึกอบอุ่น มีความเป็นชีวิตชีวา และรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจจะมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นและมีดีไซน์ที่สวยงามมากกว่าทาวน์เฮ้าส์ อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เหมือนกับบ้านเดี่ยว เช่น สวน สโมสร หรือสระว่ายน้ำ ซึ่งนั่นจึงแลกมาด้วยราคาที่สูงกว่าทาวน์เฮ้าส์ค่ะ

ข้อมูลทั่วไปของทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮม

  • ขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 ตารางวา (ประมาณ 16-35 ตารางวา)
  • หน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร
  • มีผนังติดกับหลังอื่นทั้ง 2 ด้าน (ยกเว้นหลังมุม)
  • สูงไม่เกิน 3 ชั้น

 

Home Office

ที่มาภาพ : https://moneylifeonline.com

เมื่อบางครอบครัวมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถทำงานพร้อมกับใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้ด้วย ดังนั้นบ้านแบบ “โฮม ออฟฟิศ” จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ เพราะโฮม ออฟฟิศจะมี 3-4 ชั้นซึ่งทำให้แบ่งสัดส่วนให้การใช้งานได้แตกต่างตามความต้องการ เช่น ชั้น 1-2 อาจทำเป็นออฟฟิศ ส่วนชั้น 3-4 เป็นที่พักอาศัย และด้วยพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่จึงเหมาะสำหรับครอบครัวที่มีลูก แต่ถ้าลูกยังเล็กก็ต้องระวังในเรื่องของความปลอดภัย เพราะมีชั้นที่สูงและมีคนอื่นๆ เข้าออกอยู่ตลอดค่ะ

ถ้ามองเผินๆ อาจรู้สึกว่าโฮม ออฟฟิศก็คล้ายกับทาวน์โฮม แต่จริงๆ แล้วการออกแบบของบ้านทั้ง 2 ประเภทนั้นแตกต่างกันอยู่ค่ะ โดยโฮม ออฟฟิศ จะมีการแบ่งพื้นที่ของสำนักงานและที่อยู่อาศัยตั้งแต่การออกแบเลย ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบไฟ ระบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ ท่อแอร์ ตำแหน่งเสาและคาน เพื่อให้เอื้อต่อการใช้งานของสำนักงานนั่นเอง

ข้อมูลทั่วไปของ Home Office

  • ขนาดที่ดินตั้งแต่ 20-45 ตารางวา
  • หน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร
  • มีความสูง 3-4 ชั้น
  • ถนนหน้าอาคารกว้างได้ถึง 20 เมตร

 

บ้านแฝด

ที่มาภาพ : http://lumpinicommunity.com/

สำหรับครอบครัวขนาดปานกลาง ที่อาจจะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และมีลูก 1-2 คนขึ้นไป อาจมีคนในครอบครัวประมาณ 4-5 คน มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ และต้องการพื้นที่ใช้สอยของสนามหญ้า แต่ว่ามีงบไม่สูงพอที่จะซื้อบ้านเดี่ยว “บ้านแฝด” จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวไม่น้อยเลยค่ะ ซึ่งบ้านแฝด จะมีลักษณะเป็นคู่ มีการออกแบบที่เหมือนกันอบ่างกับฝาแฝด เพียงแต่จะสลับด้านซ้าย-ขวาเท่านั้น โดยจะมีผนัง 1 ด้านที่ติดกับบ้านอื่น และมีพื้นที่ใช้สอยที่ค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับทาวน์โฮม

ในปัจจุบันบ้านแฝดได้มีการพัฒนาขึ้น บางหลังเมื่อดูจากภายนอกก็จะไม่รู้เลยว่าเป้นบ้านแฝด เพราะไม่มีส่วนไหนของบ้านที่ดูติดกัน แต่จริงๆ แล้วมีการวางให้ห้องน้ำ ห้องแม่บ้าน หรือห้องครัวติดกัน ซึ่งมักจะแอบซ่อนอยู่ เลยทำให้รู้สึกกว่าเหมือนได้อยู่บ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ลดน้อยลงเท่านั้นค่ะ

ข้อมูลทั่วไปของบ้านแฝด

  • ขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา (ประมาณ 35-45 ตารางวา)
  • หน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 8 เมตร
  • มีผนังติดกับหลังอื่นเพียงด้านเดียว
  • สูงไม่เกิน 3 ชั้น

บ้านเดี่ยว

ที่มาภาพ : https://www.sansiri.com

สำหรับครอบครัวที่มองหาบ้านหลังแรกและหลังสุดท้าย เพราะวางแผนไว้ว่าจะไม่ย้ายไปไหนแล้ว อีกทั้งยังมีกำลังทรัพย์ที่มากพอ ก็ขอแนะนำให้ซื้อเป็น “บ้านเดี่ยว” ไปเลยค่ะ หากซื้อตั้งแต่ตอนแต่งงานและวางแผนว่าจะมีลูก ลูกก็จะเติบโตในบ้านหลังนี้และมีความผูกพันกับบ้านหลังนี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ด้วยสภาพแวดล้อมและสังคมของบ้านเดี่ยว ก็อาจทำให้ได้เพื่อนบ้านที่ดีจนเป็นเพื่อนต่อกันไปยาวๆ ไปจนถึงรุ่นลูกก็ได้

ในแง่ของความสะดวกสบาย แน่นอนว่าบ้านหลังใหญ่ก็ย่อมมีพื้นที่ใช้สอยที่เพียงพอต่อความต้องการของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสวนในบ้านเล็กๆ ไว้ให้อ่านหนังสือหรือพักผ่อนยามบ่าย อาจมีห้องอเนกประสงค์ที่ไว้สำหรับการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว ส่วนห้องนอนก็มีเพียงพอต่อความต้องการของทุกคนค่ะ

ข้อมูลทั่วไปของบ้านเดี่ยว

  • ขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 50 ตารางวา
  • ไม่มีผนังส่วนใดติดกับบ้านหลังอื่นเลย
  • มีพื้นที่ปิดโล่งรอบตัวบ้านไม่ต่ำกว่า 2 เมตร (จากตัวบ้านถึงรั้ว)

 

ข้อมูลอ้างอิง

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ในวันที่ “แม่” รู้สึก “กลัว”
ชีวิตครอบครัว
รู้จักกับกระเป๋านักเรียน “รันโดะเซะรุ”
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
Update
ข่าว ข่าว
เมื่อเด็กไทยมีปัญเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากขึ้น จากข่าวที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ม.1 ยิงเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หรือ เด็กหญิง ป.5 พยายามผูกคอตายเพราะถูกเพื่อนบูลลี่  พอเห็นดังนั้น ทางสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต จึงเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ "ลูกเล่น by ราชานุกูล" เพื่อใช้เป็นช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างพ่อแม่ที่มีปัญหาในการเลี้ยงดูลูก กับทีมวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก รวมถึงเผยแพร่ความรู้ที่พ่อแม่ยุคดิจิทัลควรรู้ ในรูปแบบคลิปวิดีโอทั้งในเพจและยูทูบ ซึ่งก่อนหน้านี้สถาบันราชานุกูลมีนวัตกรรมพัฒนาเด็กไทย ภายใต้แนวคิด "คิดเป็น คิดดี คิดให้ ด้วยสายใยผูกพัน" เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาเด็กในวัย 3-5 ปี โดยเน้นให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็ก มากกว่าที่จะอาศัยอุปกรณ์ของเล่นราคาแพง รวมไปถึงการเปิดเพจนี้ขึ้น อ้างอิงจาก https://www.nationtv.tv/main/content/378758254/
17 มกราคม 2563