fbpx

เมื่อลูกเป็นเพศทางเลือก คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างไร

Writer : OttChan
: 6 ธันวาคม 2562

เมื่อลูกเป็นในสิ่งที่ไม่ตรงกับเพศสภาพที่เกิดมา คงทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความสับสนว่าควรทำอย่างไรต่อไปดีในอนาคตของเขา

กังวลว่าลูกจะอยู่ในสังคมลำบาก กลัวว่าแบบนี้จะเข้าข่ายการเป็นโรคทางจิตเวช และที่น่าห่วงที่สุดคือลูกไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน, ญาติพี่น้องหรือบางครั้ง หนึ่งในผู้ปกครองเองก็ยังทำใจรับได้ลำบาก

ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

เราจะมาทำความเข้าใจและเรียนรู้เรื่องเพศทางเลือกไปด้วยกันนะคะ

เพศทางเลือกคืออะไร?

เพศทางเลือกหมายถึงกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์หรือรสนิยมทางเพศที่แตกต่างออกไปจากคนส่วนมากในสังคม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงชายและหญิงแต่ยังมีเพศอื่นอีกมากเป็นทางเลือกให้ได้เป็น ซึ่งความหลากหลายเรื่องเพศนั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ

ความหลากหลายทางอัตลักษณ์

เกิดจากความรู้สึกที่จิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพที่เกิดมาอาทิ เพศสภาพเป็นชาย แต่มีใจที่เป็นหญิง หรือเพศสภาพเป็นหญิงแต่จิตใจเป็นชาย อย่างที่เราจะเห็นได้บ่อยคือเพศที่สาม กะเทย, ทอม

ความหลากหลายทางรสนิยมทางเพศ

ในเรื่องการเลือกชอบคนที่ชอบนั้นสามารถแบ่งความชื่นชอบออกได้เป็น ในเพศเดียวกัน , เพศตรงกันข้าม , ชอบทั้ง 2 เพศหรืออาจไม่ได้รู้สึกพิเศษเลยกับทั้ง 2 เพศ อาทิ เกย์, เลสเบี้ยน, ไบเซกชวลหรือไม่ฝักใฝ่ทางเพศเลยไม่ว่ากับเพศไหน

ซึ่งปัจจุบันที่สังคมนั้นเปลี่ยนไปตามกาลเวลา การเป็นเพศทางเลือกเริ่มเป็นที่ถูกยอมรับอย่างสากลรวมไปถึงการเรียกร้องสิทธิให้เกิดความเท่าเทียมเองก็เริ่มมีผลในวงกว้างขึ้นแล้ว ไม่ได้น่ากลัวหรือกังวลอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตแบบที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านรับรู้ข่าวสาร หรือการกีดกันแบบที่ผ่านมา เพราะทุกชีวิตนั้นล้วนมีค่าในแบบของตนเอง ไม่จำเป็นต้องตั้งกรอบหรือเส้นแบ่งใดๆ เพื่อลดคุณค่าของบุคคลนั้นลง

การเป็นเพศทางเลือก เกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง?

แน่นอนว่าแม้จะรับรู้ได้ว่าลูกหรือเทวดา/นางฟ้าของบ้าน มีความสนใจจะเป็นเพศทางเลือก คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะต้องการรู้ถึงสาเหตุว่าเพราะอะไรกันนะถึงเกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งเร้าหรือสิ่งที่ทำให้เกิดทางเลือกนี้ขึ้นได้แก่

  1. ทางชีวภาพ เกิดจากการที่ร่างกายมีฮอร์โมนหรือพันธุกรรมที่แตกต่างไปจากคนส่วนมาก จึงทำให้มีความรู้สึกหรือตอบสนองกับสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเพศสภาพที่เกิดมา ลักษณะนี้จะสังเกตเห็นเองได้ตั้งแต่ช่วงอายุน้อย
  2. ทางการเลี้ยงดู บางครั้งเด็กอาจใช้เวลาอยู่กับเพศใดเพศหนึ่งมาก จนทำให้เกิดการซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมตัวอย่างมาโดยไม่รู้ตัว
  3. ทางสภาพแวดล้อม การรับสื่อต่างๆเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เด็กได้ซึมซับพฤติกรรมที่แตกต่างแล้วก่อเกิดเป็นความชื่นชอบส่วนตนและพัฒนามาจนเป็นแนวทางพฤติกรรมจริงในชีวิต

 

เพศทางเลือกถือว่าเป็นโรคที่ต้องแก้ไขจริงเหรอ?

เมื่อมีลูกสักคนเป็นเพศทางเลือกในบ้าน ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ก็จะเริ่มเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความกลัวที่ลูกจะไม่มีพื้นที่ในสังคม , กลัวจะไม่มีผู้สืบสกุลรึแม้แต่ความเชื่อในเรื่องศาสนาว่าการชอบในสิ่งที่ไม่ได้เป็นตั้งแต่เกิดนั้นคือเรื่องผิดบาปเอง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความวิตกเหล่านี้ขึ้น

ซึ่งในความจริงแล้ว การเป็นเพศทางเลือกไม่ใช่เรื่องน่าหวาดวิตกหรือเป็นโรคทางจิตอย่างที่เคยเข้าใจกันมาตั้งแต่ในอดีต เป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกในการเติบโตของชีวิตหนึ่งชีวิตที่ต้องการเลือกจะเป็นหรือเดินไปเสียมากกว่า

ไม่ใช่โรคร้ายที่สามารถติดต่อกันได้, ไม่ใช่โรคทางจิตที่ต้องรีบทำการบำบัดหรือรักษาให้หาย ในทางกลับกันการพบจิตแพทย์ เป็นหนึ่งในหนทางในการทำความเข้าใจตัวตนของลูกมากกว่าเป็นการเปลี่ยนกลับให้มาเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนแท้ๆ ของตัวเด็กเอง

หากลูกเป็นเพศทางเลือก ควรทำอย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่สำคัญของคนเป็นพ่อแม่ คือห่วงใยและเข้าอกเข้าใจตัวตนของลูกที่สุด ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร เลือกหนทางไหน ก็ต้องสนับสนุนเขาไปให้ถึงที่สุดถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือทำให้ใครลำบาก แม้จะทำใจได้ยากหรืออาจตั้งรับไม่ทันก็มีวิธีคิดที่จะช่วยให้การปรับตัวง่ายขึ้น

  1. ยอมรับตัวตนของลูกเพราะเขาคือลูกที่เรารักและเข้าฟูมฟักมาตั้งแต่เล็ก
  2. เรียนรู้สิ่งที่ลูกต้องการที่จะเป็น, ต้องการใช้ชีวิตเพื่อเข้าใจตัวตนของลูกมากกว่าที่เคยเป็น
  3. คิดอยู่เสมอว่าลูกมีความรักความชอบที่แสนพิเศษไม่เหมือนใคร เขาไม่ใช่เด็กที่แปลกแยกหรือแตกต่าง แต่เป็นของขวัญชิ้นเดียวบนโลกที่ไม่มีใครเหมือน
  4. กอดและรักลูกให้ได้เหมือนวันแรกที่ได้โอบอุ้มและทุ่มใจให้เขาตอนลืมตาดูโลก

 

ที่มา : bangkokhospital , motherandcare , rajanukulmotherandchild

 

Writer Profile : OttChan

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ไลฟ์สไตล์ ไลฟ์สไตล์
20 กรกฏาคม 2563
ลูกชอบพูดแทรก จะแก้อย่างไร
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama