fbpx

NEWS: เตรียมผลิตวิตามินโฟลิก 0.4 กรัม เพื่อหญิงที่อยากตั้งครรภ์โดยเฉพาะ

Writer : Lalimay
: 6 กุมภาพันธ์ 2562

โฟลิกหรือวิตามินบี 9 เป็นวิตามินที่สำคัญสำหรับผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่อยากจะมีลูก เพราะจะช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ได้

โดยผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการผลิตวิตามินโฟลิก เอซิด (วิตามิน B9) ขนาด 0.4 มิลลิกรัม ภายในเดือน พ.ค. 2563 และจัดให้อยู่ในหมวดยา เพื่อให้ทุกคนซื้อได้ง่ายขึ้น

เพราะในปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตวิตามินโฟลิก เอซิด อยู่แค่ 2 ขนาด คือ ขนาด 5 มิลลิกรัม ซึ่งหากกินทุกวันร่างกายอาจได้รับวิตามินโฟลิกเกินความจำเป็นและมีราคาสูง ส่วนขนาด 0.2 มิลลิกรัม นั้นจัดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวางจำหน่ายทั่วไป

แต่ก็ยังเกิดปัญหาในการกินเพราะความกังวลจากคำเตือนว่า “เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 เรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 294) พ.ศ. 2548 เรื่องรอยัลเยลลีและผลิตภัณฑ์รอยัลเยลลี

ดังนั้นจึงสั่งให้มีการผลิตวิตามินโฟลิก เอซิด (วิตามิน B9) ขนาด 0.4 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะสำหรับผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่อยากมีลูก โดยให้กินช่วงเวลา 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์และ 3 เดือนหลังจากเริ่มตั้งครรภ์แล้ว

อ้างอิงจาก

mgronline.com

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



สิทธิประโยชน์ “ฝากครรภ์ฟรี” ปี 60
ข้อมูลทางแพทย์
ท้องตอนอายุ 35 มีปัญหาหรือไม่ ?
เตรียมตัวเป็นแม่
ความกังวลของ (คนกำลังจะเป็น) แม่
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Applied Developmental Psychology เผยว่าเด็กที่พูดได้น้อย มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์อารมณ์เสียง่ายและรุนแรงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ที่มีทักษะภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยงานวิจัยนี้ได้มีการสำรวจผู้ปกครองจากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 คนที่มีลูกเล็กอายุตั้งแต่ 12-38 เดือน เพื่อเก็บผลสำรวจจากการตอบคำถาม ในเรื่องของพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมทางอารมณ์ของลูกในแง่ของความฉุนเฉียว ผลสำรวจออกมาว่า เด็กที่พูดได้ต่ำกว่า 50 คำ หรือไม่สามารถประสมคำได้ภายในอายุ 2 ปี จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เด็กพูดช้า” โดยเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง และบ่อยกว่าเด็กที่มีทักษะภาษาระดับปกติในอัตราเกือบ 2 เท่า ซึ่งความรู้สึกหงุดหงิดง่ายและทักษะทางภาษาที่ล่าช้า นั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติทางภาษาและการเรียนรู้ในภายหลัง เด็กที่พูดช้าราว 40% จะมีปัญหาทางภาษาเรื้อรัง ที่อาจกระทบความสามารถทางวิชาการของเด็กได้ อ้างอิงจาก https://www.mcot.net/view/5dd62d74e3f8e40b2f3b6931
22 พฤศจิกายน 2562