fbpx

5 ข้อควรระวังเมื่อให้ลูกเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาลเพื่อสอบเข้าป.1

Writer : Lalimay
: 5 เมษายน 2561

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้สิ่งที่ดีแก่ลูก ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ อาหาร เสื้อผ้า สภาพแวดล้อมและการศึกษาที่ดี จึงทำให้เห็นเรื่องราวที่พ่อแม่ให้ลูกวัยอนุบาลไปเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าป.1 เพราะอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่ด้วยความรักและความหวังดีนี้เองที่ทำให้พ่อแม่อาจมองข้ามในเรื่องของวัยและความต้องการจริงๆ ของลูก ดังนั้นนี่จึงเป็น 5 ข้อควรระวังหากต้องการให้ลูกเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาลค่ะ

1. ภาวะความเครียดจากการถูกเร่งรัด (Hurry Child Syndrome)

การให้เร่งให้ลูกเรียนตั้งแต่ยังอยู่อนุบาล อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกเกิดภาวะความเครียดจากการถูกเร่งรัด (Hurry Child Syndrome) คือ ลูกจะแสดงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม เช่น ในตอนแรกลูกจะตั้งใจเรียน เรียนดีและไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะอยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ

แต่เมื่อใช้ชีวิตแบบนี้ไปนานๆ อาจทำให้ลูกมีความรู้สึกเฉยชา ไม่มีความสุข ไม่อยากรู้สึกเรียนเหมือนเคย และทำให้เขารู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจได้อย่างเดิม บางครั้งอาจทำให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง หรือไม่ก็ซึมเศร้าจนคิดอยากฆ่าตัวตายก็มี

2. ลูกอาจมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อ-แม่ลดลง

เด็กหลายๆ คน ต้องเข้าคอร์สติวตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล 2 โดยต้องติวที่โรงเรียนตอนเช้า ตั้งแต่ 7 โมงก่อนเคารพธงชาติ จากนั้นก็ต้องเรียนพิเศษตอนเย็น อีกทั้งยังต้องติวในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย แล้วเวลาไหนที่ลูกจะได้พูดคุยและใช้เวลาอยู่กับเราล่ะคะ หลังจากเลิกเรียนลูกก็คงหมดแรง อยากจะนอนพัก ไม่มีเวลามาวิ่งเล่นหรือทำในสิ่งที่ลูกชอบ

กับตัวพ่อแม่เองลูกก็คงจะมีเวลาอยู่กับเราน้อยมาก อย่างที่รู้กันเด็กในช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เขาต้องการความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่ อยากวิ่งเล่น อยากมีเวลาเป็นอิสระ ได้ไปเที่ยวและใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ มากกว่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมและจอโทรทัศน์

3. เป็นการขวางโอกาสในการพัฒนาสมองที่เหมาะสมตามวัย

ในเด็กเล็กๆ สิ่งที่ควรพัฒนาให้สอดคล้องกับการพัฒนาสมองคือ การพัฒนาการรับรู้ประสาทสัมผัส การได้ยิน การมองเห็นและอารมณ์ ช่วงวัย 3-5 ขวบเป็นช่วงที่ลูกกำลังสนุกกับชีวิตที่เขาเพิ่งจะเดินและวิ่งได้ ควรเน้นไปที่การให้ลูกได้ฝึกระเบียบวินัย การเข้าสังคม รู้จักรอคอย เข้าแถว ไม่แซงเพื่อน ไม่แย่งของเพื่อนในตอนนี้มากกว่า เหล่านี้ถือเป็นการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ตั้งแต่เล็กเพื่อจะได้ติดไปจนโต

ซึ่งการที่ให้ลูกเรียนพิเศษตั้งแต่เล็กอาจขัดกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ที่มุ่งเน้นให้เด็กได้รับการพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการอย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัย โดยไม่มีการเรียนการสอนเชิงวิชาการมาเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์

4. จินตนาการและศักยภาพทางความคิดจะถูกขัดขวาง

ในช่วง 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง อยู่ในช่วงของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก การฝึกขีดเขียน ระบายสีอย่างอิสระ ก็จะช่วยฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีขึ้น แต่การบังคับให้ลูกเขียนตัวอักษร ก็อาจจะเป็นการไปปิดกั้นจินตนาการของลูก

ส่วนวัย 3-5 ขวบ ถือเป็นวัยที่เต็มไปด้วยจินตนาการและควรมีอิสระในการเรียนรู้ ถ้ามัวแต่ดุด่า สั่งห้ามไม่ให้ลูกทำนั่นนี่ จับเขามานั่งเฉยๆ บังคับให้เขามีสมาธิอยู่กับการเรียน จินตนาการและศักยภาพทางความคิดของลูกจะถูกขัดขวางได้ค่ะ

5. ต้องคำนึงถึงความสุขของลูก

เมื่อเราจะให้ลูกเรียนพิเศษ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือการถามความสมัครใจของลูก ว่าลูกอยากเรียนจริงๆ หรือเปล่า และถ้าเราให้ลูกเรียนพิเศษแล้วก็ต้องแบ่งเวลาให้ดี อย่าให้เขาเอาแต่เรียน ควรให้ทำกิจกรรมอื่นเสริมด้วย ให้ลูกออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน พาลูกไปเที่ยว ใช้เวลาอยู่กับลูกมากๆ เพราะเด็กวัยนี้หน้าที่ของเขาคือการเล่น ความสุขของเขาก็อยู่กับพ่อแม่ค่ะ

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อตัดสินว่าอะไรผิดหรือถูก เพียงแต่อยากให้ดูถึงประโยชน์ที่ลูกจะได้รับจริงๆ เห็นถึงสิ่งที่ลูกต้องการ มากกว่าความต้องการของคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเรา หากลูกชอบหรือรักที่จะเรียนจริงๆ การที่ให้ลูกเรียนพิเศษไม่ใช่สิ่งที่เสียหายเลยเพราะเราเพียงแค่สนับสนุนในสิ่งที่ลูกต้องการ และเมื่อเราให้ลูกเรียนแล้ว สิ่งที่ไม่ควรทำคือการคาดหวังว่าเขาจะต้องสอบติด ควดหวังว่าเขาต้องได้คะแนนดีๆ เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่ลูกทำ ลูกตั้งใจเรียน เพราะอยากให้พ่อแม่ภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวของเขาเท่านั้นเอง

ข้อมูลอ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ลูกชอบพูดแทรก จะแก้อย่างไร
ชีวิตครอบครัว
Update
ไลฟ์สไตล์ ไลฟ์สไตล์
เคยกลับบ้านมาแล้วกรี๊ดลั่นบ้านเพราะเจ้าตัวแสบไปวิ่งเล่นเลอะเทอะกันไหมคะ ? หรือแต่งตัวลูกอย่างดีไปทานข้าวนอกบ้าน แต่คุณลูกก็ทำซอสหกใส่ ไอติมหล่นไปเป็นก้อน เละทั้งตัว วันนี้ ParentsOne มีเสื้อเด็กที่เจ๋งมากๆ จาก GQ : the good day lab™ มาลองรีวิวให้ได้ชมกันค่ะ 🛒 ช้อปเลยที่ -> https://gqsize.link/bZT7Sx แกะกล่อง GQ : the good day lab™ เสื้อเด็ก ฟีเจอร์เพียบ คุณภาพ GQ ขึ้นชื่อว่า GQ ก็มั่นใจได้เรื่องคุณภาพค่ะ ผ้านุ่ม เบาบาง เหมาะกับอากาศเมืองไทย ใส่วิ่งสบายๆ ที่แปลกตาคือเป็นเสื้อที่ไม่มีป้ายแท็กค่ะ ทั้งด้านหลังคอเสื้อ หรือข้างใน ไม่ต้องห่วงว่าจะเคืองหรือคันเลย กระดุมแข็งแรงเอามากๆ ใช้แรงผู้ใหญ่ดึงแรงๆ ก็ไม่มีปัญหาเลย ไฮไลท์สำคัญที่คุณแม่แทบกรี๊ด คือเป็นไม่เปื้อนค่าาาา เทน้ำ เทนมใส่เสื้อ ไม่เปียกเลย สะบัดสองที หายปกติ ซึ่งถ้าใครเคยเห็นโฆษณา GQ ที่เสื้อเชิ้ตขาวไปทำงานคุณพ่อ โดนกาแฟหกใส่ แต่ผ้าไม่เปื้อนเลย เทคโนโลยีผ้าสะท้อนน้ำ ตอนนี้มาอยู่ในเสื้อเด็กแล้ววววว ทีมงานทดสอบเทน้ำสีผสมอาหาร นม หรือแม้แต่ซอสมะเขือเทศลงบนเสื้อ ก็ไม่เปื้อนค่ะ ไม่น่าเชื่อมากๆ ข้อดีที่สุดของผ้าแบบนี้ คือทำให้ชีวิตคุณแม่สบายขึ้นมาก พาลูกไปเที่ยว วิ่งเล่นสนามหญ้า พาไปทานก๋วยเตี๋ยว หรือให้ทานอะไร ก็ไม่ต้องกลัวเสื้อสวยๆ เลอะ แถมประหยัดเวลาซักผ้าด้วย ไม่ต้องมาคอยแช่ผ้าให้คราบมันออกแบบสมัยก่อน สำหรับเสื้อเด็ก the good day lab™…
8 ธันวาคม 2566

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save