fbpx

เด็กเกินไปไหมนะ? ถ้าลูกน้อยอยากแต่งหน้า

: 11 พฤศจิกายน 2563

เขาบอกกันว่าถ้าเด็กแต่งหน้าไวจะทำให้หน้าแก่ เป็นเรื่องจริงไหมนะ? ถ้าลูกน้อยสนใจแต่งหน้าแต่งตาขึ้นมา ควรให้เขาเล่นกับเครื่องสำอางสักอายุเท่าไรดี? และถ้าลูกเราแต่งหน้าตั้งแต่เด็กๆ เขาจะโตเกินวัย เป็นเด็กแก่แดดไหมนะ?

เป็นปกติที่ลูกน้อยในวัยกำลังซน หรือแม้กระทั่งย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะสนใจในความสวยความงาม วัยเด็กอาจจะอยากแต่งตัวตามบทบาทสมมติ แต่งหน้าทาลิปสติกตามคุณแม่ แค่ได้เห็นแก้มแดงๆ ในกระจกก็มีความสุขแล้ว ส่วนในวัยใสก็อยากจะเพิ่มสีสันให้กับใบหน้าของตัวเอง หรือต้องการจะแสดงตัวตนผ่านศิลปะบนใบหน้า

เรื่องแต่งหน้ากับลูกน้อยนั้นถือเป็นหัวข้อที่คุณพ่อคุณแม่และสังคมต่างมีความเห็นแตกต่างกัน ถือว่าเป็นปัญหาโลกแตกเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าพอพูดถึงเรื่องนี้ ก็จะมีคำถามว่าเจ้าหนูนั้นเด็กเกินไปสำหรับเครื่องสำอางหรือเปล่า

วันนี้ Parents One จึงอยากมาอธิบายถึงประโยชน์ในการเล่นแต่งหน้าของเจ้าหนู และสิ่งที่ควรคำนึงถึงหากจะให้ลูกน้อยแต่งหน้าค่ะ จะเป็นอะไรกันบ้าง เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

 

ทำไมเจ้าหนูถึงอยากแต่งหน้า?

คุณพ่อคุณแม่ก็คือไอดอลของลูก ส่วนหนึ่งของการเติบโตและพัฒนาการของเด็กก็คือการเลียนแบบผู้ใหญ่นั่นเอง คุณแม่เคยสังเกตเวลาแต่งหน้าแล้วเจ้าหนูเข้ามามองตาแป๋วอยู่ข้างโต๊เครื่องแป้ง หรือพยายามเลียนแบบ เอาแป้งมาผัดหน้า แอบเอาลิปสติกคุณแม่มาทาปากบ้างไหมคะ? เพราะเขาเห็นว่าคุณแม่แต่งหน้าแล้วสวย มีสีสันสดใส อยากสวยเหมือนแม่บ้าง จึงอยากแต่งหน้าบ้าง และแน่นอนว่าลิปสติกสีชมพูสวย อายชาโดว์กลิตเตอร์ระยิบระยับ ย่อมมัดใจเจ้าหนูได้อยู่แล้ว

ถ้าลูกเข้าสู่วัยแรกรุ่น จุดประสงค์ที่เขาอยากแต่งหน้าอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง อาจเป็นความต้องการที่จะเข้าสังคม เป็นที่ยอมรับในหมู่มาก หรือเป็นความกังวลและไม่มั่นใจในหน้าตาของตัวเอง

แต่เด็กส่วนมากที่ชื่นชอบการแต่งหน้านั้น เพียงแค่มีความสุขเวลาได้เห็นหน้าตัวเองถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใส มองว่าเป็นการละเล่นที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา โดยเฉพาะหากเด็กคนนั้นมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว ใบหน้าของเขาก็เปรียบเสมือนผ้าใบรอการแต่งแต้ม ไม่ต่างจากวาดรูประบายสีเลยค่ะ

ประโยชน์ของการแต่งหน้า

เพราะวัยเด็กก็คือวัยแห่งการเรียนรู้ และเป็นปกติที่เขาจะอยากรู้อยากลอง พอเป็นเรื่องแต่งหน้าแล้วอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลบ้าง ว่าลูกเราจะโตเกินวัยรึเปล่า

ซึ่งอันที่จริงแล้วการแต่งหน้าก็เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง เหมือนกับเขาวาดรูประบายสีเพียงแค่เปลี่ยนกระดาษเป็นใบหน้าแทน อย่างที่กล่าวไว้ในข้อที่แล้วค่ะ และการส่งเสริมให้เขาได้รู้จักการแต่งหน้านั้นยังมีประโยชน์ ไม่ต่างจากการส่งเสริมให้เขาทำงานอดิเรกที่ชอบเลยแม้แต่น้อย อาทิเช่น

  • ส่งเสริมความมั่นใจ
  • เสริมสร้างจินตนาการ
  • ช่วยเรื่องบุคลิกภาพ
  • สอนให้เขารู้จักรักตัวเอง
  • สามารถต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้

และเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะไม่รู้สึกเคอะเขินกับการแต่งตัวหรือดูแลตัวเองอีกด้วยค่ะ

 

เด็กไปไหม ไวไปหรือเปล่า?

คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัวซะทีเดียว เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กเริ่มสนใจในการแต่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ลูกน้อยทำ ถ้าลูกน้อยเป็นนักเต้น นักแสดงในงานโรงเรียน ก็คงหนีไม่พ้นกับการแต่งหน้าตั้งแต่ยังเด็ก หรือว่าจะเป็นสังคมที่หล่อหลอมให้เขาสนใจเรื่องความสวยความงาม ความคิดเห็นของพ่อแม่ต่อการแต่งหน้า สถานภาพการเงินและอีกมากมาย

เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะสนใจแต่งหน้าตั้งแต่ยังเด็ก บางคนอาจจะไม่แตะเครื่องสำอางจนโตไปเลยก็มี ทางที่ดี ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเจ้าตัวเล็กสนใจ ควรคุยกับเขาเรื่องการแต่งหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ และส่งเสริมให้เขาทำในสิ่งที่ชอบต่อไปค่ะ

มากน้อยแค่ไหน จุดสมดุลย์ของครอบครัว

อะไรที่มากน้อยเกินไป ก็ใช่ว่าจะดี การแต่งหน้าก็เช่นกันค่ะ การที่จะให้เจ้าหนูได้ลองแต่งหน้านั้น คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจำกัดขอบเขตไว้ตามสมควร หากเห็นว่าลิปสติกสีแดงสดอาจจะแรงเกินไป หรือแต่งหน้าหนาเตอะก็คงไม่น่ารักสมวัย ก็ให้ทาลิปกลอสหรือลิปสีอ่อนแทน แล้วเมื่อเขาโตขึ้น ค่อยปรับขอบเขตให้เหมาะกับวัยค่ะ

แต่เด็กส่วนมากนั้นมีความสุขกับลิปกลอส แก้มชมพูใสและอายชาโดว์สีสวยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้มากจนเกินไปค่ะ

 

แต่งหน้าแล้วแก่ไวจริงไหม? สิ่งที่ควรคำนึงถึงหากให้ลูกแต่งหน้า

กลับมาที่คำถามที่คุณพ่อคุณแม่น่าจะเป็นกังวลที่สุดหากจะให้เจ้าหนูแต่งหน้า ว่าแต่งหน้าแล้วจะแก่ไวหรือไม่ ซึ่งเราขอตอบว่ามีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ

หากจะให้เจ้าหนูแต่งหน้า ก็ควรมาควบคู่กับการทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้าของเขาหลังจากนั้นด้วย โดยเฉพาะการทำความสะอาดที่รุนแรงอาทิเช่นการถูไปมา อาจทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและนำไปสู่การมีริ้วรอยก่อนวัยได้

 

เครื่องสำอางคุณแม่ใช้กับคุณลูกได้ไหม?

ด้วยผิวของเด็กนั้นบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก จึงไม่ควรให้เด็กใช้เครื่องสำอางสำหรับผู้ใหญ่ค่ะ เพราะส่วนผสมในเครื่องสำอางปกตินั้นมีสารเคมีที่แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายสำหรับเราๆ แต่อาจทำให้ผิวลูกก่อเกิดความระคายเคืองได้ และถ้าหากใช้มากเข้า อาจทำให้ผิวของเขาอ่อนแอในระยะยาวได้ค่ะ

 

เลือกเครื่องสำอางเด็กยังไงดีนะ?

เครื่องสำอางที่เขาใช้นั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะผิวเด็กนั้นบอบบางกว่าผิวผู้ใหญ่มาก เครื่องสำอางที่เขาใช้ก็ควรมีมาตรฐาน ได้รับการรองรับแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผิวเด็ก

ควรเลือกเครื่องสำอางสำหรับเด็กที่ปลอดสารเคมี ทำจากธรรมชาติ ถึงแม้จะบริโภคเข้าไปก็ไม่เป็นไร ล้างออกง่าย ไม่ควรมีส่วนผสมของแป้งทัลก์ พาราเบน น้ำมันมิเนอรัล และแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งมากกว่าน้ำหรือครีม เพราะผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่ระคายเคืองผิวเท่าแบบน้ำหรือครีมค่ะ

 

แต่งหน้า ไม่ใช่เพื่อปกปิดจุดด้อยของตัวเอง

อย่างไรก็แล้วแต่ บางครั้งสังคมยังมีความเชื่อว่าจุดประสงค์ของการแต่งหน้านั้นมีไว้ปกปิดจุดด้อยของตัวเอง หรือไว้สำหรับยั่วยวนเพศตรงข้ามเท่านั้น ซึ่งเป็นชุดความคิดที่ไม่สมควรปลูกฝังให้แก่ลูกน้อยค่ะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกน้อยสนใจแต่งหน้า ควรเน้นย้ำถึงการแสดงออกและความสนุกที่ได้จากมันมากกว่าความสวยงาม ปล่อยให้เขาได้ทดลองและมีอิสระในการเล่นของเล่นของเขา ในขณะที่เราคอยดูแลใกล้ๆ ค่ะ

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่วัยว้าวุ่น เริ่มรักสวยรักงาม พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าการแต่งหน้านั้นมีไว้เพื่อเน้นจุดเด่นของเขาให้สวยขึ้น ไม่ใช่ปกปิดจุดด้อยทุกอย่างที่ไม่พึงประสงค์ และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ลูกน้อยของเราต่อให้แต่งหน้าหรือไม่ ก็จะเป็นคนสวย คนหล่อของพ่อแม่ที่สุดตลอดไปนะคะ

Writer Profile : phanthirapuyou

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ไม่เป็นไร
26 สิงหาคม 2563
Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama