fbpx

NEWS: เด็กที่เข้าเรียนเร็วอาจทำให้ถูกวินิจฉัยผิดเพี้ยนว่าเป็นโรคสมาธิสั้น

Writer : Lalimay
: 3 ธันวาคม 2561

ในสหรัฐอเมริกามีเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นสูงขึ้นมาก จากงานวิจัยใหม่ของฮาร์วาร์ดได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ตั้งข้อสังเกตว่าส่วนหนึ่งของจำนวนเด็กสมาธิสั้นที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดจากการวินิฉัยที่ไม่เหมาะสม

มีหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาที่มีการกำหนดเกณฑ์อายุของเด็กที่จะเข้าชั้นอนุบาลว่าต้องเป็นเด็ก 5 ขวบที่เกิดก่อน 1 กันยายน กล่าวคือเด็กที่เกิดวันที่ 31 สิงหาคม มีสิทธิเข้าเรียนในปีนั้น ในขณะที่เด็กที่เกิด 1 กันยายนจะต้องรอเข้าเรียนในปีถัดไป นั่นหมายความว่าเด็กที่โตสุดในชั้นเรียนจะมีอายุห่างจากเด็กที่อายุน้อยที่สุดถึง 1 ปี

ซึ่งความแตกต่างของอายุ 11-12 เดือนที่เกิดขึ้น สามารถส่งผลถึงการแสดงออกทางพฤติกรรมของเด็กๆ ได้ เด็กที่โตกว่าอาจอยู่นิ่งได้มากกว่า แต่เมื่ออยู่รวมกันในห้องเรียน เด็กที่มีอายุน้อย (ยังมีลักษณะนิสัยที่วิ่งซุกซน) จะถูกมองว่าสมาธิสั้นเนื่องจากอยู่นิ่งไม่ได้

ดังนั้นทิโมธี เลย์ตัน (Timothy Layton) ผู้ช่วยผู้วิจัยนโยบายดูแลสุขภาพ แห่งสถาบันบลาวาตนิก วิทยาลัยแพทยศาสตร์ฮาร์วาร์ด กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่เด็กอาจได้รับการวินิจฉัยเกินเลย (over-diagnosed) และรักษาเกินเลย (overtreated) ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น เพราะพวกเขาดูโตช้า ไม่สมวัยเมื่อเทียบกับเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกันที่มีอายุมากกว่า

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาฐานข้อมูลทะเบียนการประกันสุขภาพของนักเรียนระดับชั้นประถมจำนวน 407,846 คนในอเมริกาที่เกิดในช่วงปี 2007 – 2009 และติดตามผลจนถึงปี 2015 โดยมุ่งศึกษาเด็กที่เกิดเดือนสิงหาคมกับกันยายนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น ในรัฐที่กำหนดเกณฑ์การเข้าเรียนด้วยวันที่ 1 กันยายนเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง

ผลการเก็บข้อมูลพบว่าในสัดส่วนเด็กที่เกิดเดือนสิงหาคม 10,000 คน จะมีเด็กประมาณ 85 คนถูกวินิจฉัยว่าสมาธิสั้น ขณะที่เด็กที่เกิดในเดือนกันยายน 10,000 คน จะมีเพียงประมาณ 64 คนเท่านั้นที่ถูกวินิจฉัยว่าสมาธิสั้น

แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่มีอยู่จริง เพียงแต่การวินิจฉัยโรคนั้นจะต้องดูบริบทแวดล้อมต่างๆ ด้วย เช่น อายุของเด็กคนอื่นในชั้นเรียน กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ไม่สามารถดูแค่อาการของเด็กเพียงแค่อย่างเดียว เพื่อที่เด็กจะได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง

อ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง หาได้ง่าย และเหมาะสมสำหรับทุกเพศ ทุกวัย เป็นแหล่งของแร่ธาตุและวิตามินอีกมากมาย  ซึ่งมีประโยชน์ต่อเด็กวัยเรียน ดร.สาธิต  ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี และมีโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุดโดยมีประสิทธิภาพในการดูดซึมสูงกว่าอาหารชนิดอื่น อีกทั้งยังช่วยสร้างการเจริญเติบโตและกระตุ้นการทำงานของประสาทและสมองอีกด้วย โดยในเด็กวัยเรียนควรกินไข่ไก่วันละ 1 ฟอง ควบคู่กับการดื่มนมวันละ 2 แก้ว และส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน วันละ 60 นาทีหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อให้เด็กเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้แพทย์หญิงพรรณพิมล  วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย ยังกล่าวอีกว่า เด็กแต่ละวัยจะบริโภคไข่ในปริมาณที่ต่างกัน และควรกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พยายามให้ลูกกินผักหลากสี อาจนำผักผสมเข้าไปในเมนูไข่ แนะนำเป็นไข่ต้มหรือไข่ตุ๋นจะดีต่อสุขภาพมากกว่า ควรหลีกเลี่ยงการกินไข่ดิบ และขนมปังไข่ดาวใส่เบคอนหรือไส้กรอก เพราะจะได้รับปริมาณไขมันสูงมากจากเบคอน น้ำมันที่ใช้ทอด และเนยที่ทาขนมปัง อ้างอิงจาก กรมอนามัย
16 ตุลาคม 2562