fbpx

Parents talk : วางแผนการเงินให้ลูกกันเถอะ

Writer : parentsone
: 22 พฤศจิกายน 2560

เพราะคำว่ามีลูก 1 คน จนไป 10 ปีทำให้หลายๆ ครอบครัวนึกขยาดกับการมีลูก ไหนจะค่าเทอมเด็กที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังมีค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ขยับขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่จริงๆ แล้วหากคุณพ่อ คุณแม่จับเข่าคุยกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้รู้ว่าการวางแผนดีมีชัยไปมากกว่าครึ่งค่ะ

5 เรื่องการเงินที่ต้องคุยกัน

1. สำรวจรายรับรายจ่าย   

วิธีนี้เป็นการบอกรายได้ และรายจ่ายของแต่ละคนให้ชัดเจนว่าแต่ละคนมีรายได้จากไหนบ้าง อาทิ เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น รายได้จากการขายของ และดูรายจ่ายในแต่ละเดือน เช่น ค่าผ่อนรถ หนี้บัตรเครดิตฯ การพูดคุยกันจะทำให้เรารู้ว่า ครอบครัวเรามีรายได้และรายจ่ายต่อเดือนรวมแล้วเหลือกี่บาท แรกๆ อาจจะตะขิดตะขวงใจหน่อยที่คุยเรื่องเงิน แต่หากลองคิดถึงคำว่าครอบครัวที่ไม่ได้มีแต่เราคนเดียวแล้ว การเปิดอกคุยกันสบายใจกว่าเยอะค่ะ

2. กำหนดและเขียนเป้าหมายให้ชัดเจน

ถ้าเราตั้งเป้าไว้แต่ไม่เขียน บางทีอาจจะลืมบ้าง ยุ่งบ้าง ใช้จ่ายเงินช่วงต้นเดือนเพลินไปบ้าง ทำให้ไม่สามารถออมได้ตามกำหนด การเขียนตารางลงในสมุดจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และเมื่อเห็นเงินออมของลูกงอกเงย เราจะยิ่งมีกำลังใจ

ทั้งนี้ เป้าหมายที่ดีควรจับต้องได้ วัดผลได้ และติดตามได้ด้วยนะคะ ว่าเราใกล้ถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง หรือเกิดอุปสรรคอะไรระหว่างทางจะได้ช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาค่ะ คราวนี้เราลองมาตั้งเป้าหมายเก็บเงินให้ลูกแบบง่ายๆ กันดู เช่น ต้องการออมเงินเพื่อการศึกษาลูก 500,000 บาท ให้ได้ภายใน 5 ปี โดยจะเก็บเงินปีละ 100,000 บาท

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าต้องออมเงินปีละ 100,000 บาท หาร 12 เดือน เท่ากับเดือนละ 8,333 บาท  คุณพ่อ คุณแม่ก็ลองปรึกษากันว่าในแต่ละเดือน เรามีเงินออมให้ลูกเท่านี้พอไหม หากพอก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่หากมีไม่พอ เราคงต้องวางแผนกันใหม่ให้เหมาะสมกับครอบครัว

3. การบริหารเงินออม 

1. จดบัญชีรายรับรายจ่าย

วิธีจะช่วยให้เห็นว่าเงินเราหายไปกับค่าอะไรบ้าง จะทำให้เราประหยัดขึ้น และเห็นข้อมูลการเงินของตัวเอง ว่าแต่ละเดือนมีเงินคงเหลือเท่าใด

2. เปิดบัญชีเงินฝากประจำ

ถ้าจะให้ดีเป็นธนาคารเดียวกับบัญชีเงินเดือนเลยก็ดีค่ะ พอถึงเวลาเงินเดือนออกปุ๊บก็ให้หักเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากประจำทันที คราวนี้เก็บเงินได้แน่นอน

3. เก็บก่อนใช้ มีหลายสูตรค่ะ เช่น

* สูตร 20 : 80 คือ เมื่อมีรายได้เข้ามาแล้ว ให้เก็บทันที 20% และที่เหลือ 80% เป็นรายจ่ายของทั้งเดือน
* สูตร 50 – 30 – 20 คือ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 30% เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องการ เช่น ค่าหนังสือ ค่ากินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้ง

4. ลดพฤติกรรมช็อปเพลินเกินห้ามใจ อาทิ

* การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเกินตัว
* การซื้อเครื่องสำอางเยอะแยะ แต่แทบไม่เคยแตะจนกระทั่งมันหมดอายุ
* ซื้อเสื้อผ้าจนล้นตู้ แต่จำไม่ได้ว่าใส่ครบทุกตัวหรือยัง

5. หารายได้เสริม

คราวนี้ต้องมาดูแล้วค่ะ ว่าแต่ละคนหารายได้เพิ่มจากทางไหนได้บ้าง เช่น เป็นช่างภาพ ขายสินค้าออนไลน์ ขายของตามตลาดนัด ปลูกผักหรือต้นไม้ขาย หรือรับสอนพิเศษก็เป็นการใช้ทักษะที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์

6. เลือกออมเงินรายวัน อาทิ

* เก็บธนบัตรใบละ 50 บาท
* ซื้ออะไรจ่ายเพิ่มเท่านั้น เช่น ซื้อกาแฟเย็นแก้วละ 40 บาท พอถึงบ้านก็ต้องนำเงินมาใส่ไว้ในกระปุก 40 บาทเท่ากัน การต้องจ่ายสองเท่าบ่อยๆ จะทำให้คุณเริ่มเสียดายและใช้จ่ายน้อยลง
* นำกระปุกมาใส่เงินออมแต่ละประเภท เช่น ท่องเที่ยว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือทำบุญ หรือถ้าไม่ใช้กระปุก อาจจะซื้อชั้นเล็กๆ ที่มี 3 – 5 ชั้น มาแยกเงินเก็บแต่ละประเภทก็ได้ค่ะ
* ตั้งงบที่จะใช้จ่ายรายวัน เช่น วันละ 150 บาท หรือ 200 บาท แล้วแบ่งเงินใส่ถุง/ซอง ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน หรือจะซื้อปฏิทินเงินออมจากร้านไดโซะ ราคา 60 บาทก็ได้ค่ะ สะดวกดี 

4. เรื่องสิทธิ์น่ารู้

ค่าเล่าเรียนบุตร
เบิกได้ หรือไม่ได้ หากไม่ได้จะมีแนวทางสนับสนุนลูกอย่างไรบ้าง เช่น ขอรับทุน หรือสอบชิงทุนการศึกษา

• ค่ารักษาพยาบาล
เบิกได้ หรือไม่ได้ หากเบิกไม่ได้อาจจะต้องพิจารณาเรื่องซื้อประกันสุขภาพให้ลูกบ้าง เผื่อเจ็บป่วย

• การลดหย่อนภาษีสำหรับบุตร
จากเดิมลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท และไม่เกิน 3 คน แต่โครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ปี 2560 ได้มีการปรับให้เลดหย่อนภาษีได้ 30,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนคน

5. ออมเงินให้งอกเงย

ก็คือการแบ่งเงินออมของลูกไปทำประโยชน์ต่อ เช่น เงินฝากประจำ ซื้อสลากออมสิน/สลาก ... ซื้อทอง ลงทุนหุ้นหรือกองทุนรวม ทั้งนี้ ควรศึกษาการลงทุนแต่ละประเภทให้เข้าใจก่อนนะคะ

ในระหว่างนี้ คุณพ่อ คุณแม่ก็ปลูกฝังให้ลูกรักเป็นนักออมตัวน้อยไปพร้อมๆ กันเลยก็ได้ ถือเป็นโอกาสสอนเรื่องระเบียบวินัย และการออมให้ลูกไปในตัว เพราะเด็กๆจะเรียนรู้ได้ดี ก็เพราะเห็นตัวอย่างจากคนต้นแบบใกล้ๆตัวนี่เองค่ะ

การวางแผนการเงินของลูกร่วมกันเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เพราะจะช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น ไม่เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดีขึ้นด้วยล่ะค่ะ

บทความโดย : แม่แอร์

Writer Profile : parentsone

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



มีลูก 1 คน ต้องวางแผนการเงินอย่างไร
เตรียมตัวเป็นแม่
คำอวยพรของคนได้เป็นแม่ครั้งแรก
กิจกรรมของครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama