fbpx

NEWS: จิตแพทย์แนะ พ่อแม่สั่งลูก “Time Out” จะช่วยให้ลูกจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น

Writer : Lalimay
: 26 กรกฏาคม 2561

เมื่อลูกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การฝึกให้ลูกปรับพฤติกรรมด้วยการ Time Out (การให้ลูกอยู่นิ่งๆ หันหน้าเข้ามุมโดยมีพ่อแม่คอยดู) ถือเป็นวิธีที่ทำให้ลูกสามารถควบคุม จัดการอารมณ์ตนเองได้ดีขึ้น แต่การ Time Out จะไม่ได้ผลหากพ่อแม่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูก

นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า Time Out ไม่ใช่การลงโทษแต่เป็นการปรับพฤติกรรม คือ เมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ห้ามแล้ว เบี่ยงเบนความสนใจก็แล้วแต่ก็ยังไม่ยอมฟัง ก็อาจจะใช้การ Time Out ด้วยการแยกเด็กออกจากสถานการณ์นั้นๆ เพื่อไปสงบสติอารมณ์ เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักจัดการอารมณ์ของตนเอง

นอกจากนี้ผศ.(พิเศษ) พญ.ปราณี เมืองน้อย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ยังกล่าวอีกว่า Time out จะได้ผลดี ก็ต่อเมื่อพ่อแม่มีการ Time in กับลูกอย่างสม่ำเสมอ คือ ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกอย่างมีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ให้แรงเสริมทางบวก กล่าวชมเมื่อลูกทำดี หมั่นสังเกตเห็นสิ่งดีๆ ที่ลูกทำ ไม่ใช่เห็นแต่สิ่งผิด เอาแต่ตำหนิและสั่งให้ลูกไป Time out

เพราะหากเป็นเช่นนี้ ลูกก็จะยิ่งทำแต่พฤติกรรมที่ไม่ดี เพราะทำแล้วพ่อแม่สนใจ ถึงแม้จะเป็นคำตำหนิ แต่ลูกก็จะรู้สึกว่าเรียกร้องความสนใจได้สำเร็จ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ดังนั้นหากไม่มีการ Time In กับลูกเลย การ Time Out เป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ยากที่จะทำให้ลูกปรับพฤติกรรมได้

สำหรับวิธีการใช้ Time Out ในเด็กแต่ละวัยนั้นจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นเด็กอายุ 2-3 ปี ควรจะใช้คำสั่งที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย เพราะการอธิบายเหตุผลยาวๆ กับเด็กวัยนี้อาจจะไม่ได้ผลนัก เช่น “หยุด ไปนั่งพัก ไม่ตีน้อง น้องเจ็บ” เมื่อลูกสงบลงแล้วก็ค่อยชวนให้ลูกกลับมาทำกิจกรรมต่อตามปกติ

ส่วนในเด็กวัย 4-5 ปีขึ้นไป นอกจากการ Time Out แล้ว พ่อแม่อาจใช้วิธีพูดคุยกับลูก ให้ลูกลองคิดไตร่ตรองในสิ่งที่ทำ เพื่อทำให้ลูกฝึกคิดและเข้าใจว่าตัวเองทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลงไป

อ้างอิงจาก

mgronline.com

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



เด็กวัยเข้าโรงเรียน เด็กวัยเข้าโรงเรียน
30 มิถุนายน 2560
Update
ข่าว ข่าว
ไรฝุ่น เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจมากที่สุด โดยพบผู้ป่วยเด็กร้อยละ 70 ผู้ใหญ่ร้อยละ 70-90 ที่แพ้ไรฝุ่น ในตอนนี้ประเทศไทยก็ได้มีการผลิตวัคซีนไรฝุ่นและน้ำยาทดสอบโรคภูมิแพ้ เพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแล้ว โดยรศ.ดร.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร อาจารย์ภาควิชาวิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานคณะกรรมการอำนวยการความร่วมมือการผลิตวัคซีนสำหรับโรคภูมิแพ้ ได้กล่าวว่า จากการลงนามในสัญญาความร่วมมือกับบริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เมื่อปี 2550 ในตอนนี้ได้ทำการวิจัยแะทดลองจนได้วัคซีนไรฝุ่น ซึ่งเป็นวัคซีนรุ่นแรกที่ผลิตขึ้น และนำมาใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยนั้นสำเร็จแล้ว ซึ่งทางศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาด้านโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้เริ่มเพาะเลี้ยงไรฝุ่นบริสุทธิ์ทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ Dermatophagoides pteronyssinus (Dp) และ Dermatophagoides farinae (Df) ซึ่งเป็นไรฝุ่นที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนไทย แทนการซื้อตัวไรฝุ่นจากต่างประเทศเพื่อการวิจัย ซึ่งมีราคาแพงมากกว่าที่ผลิตเองถึง 10 เท่า เพื่อนำมาวิจัยจนได้วัคซีนไรฝุ่นออกมา จากการสำรวจทั้งในและต่างประเทศพบว่า ศิริราชเป็นรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตวัคซีนไรฝุ่น เพื่อจำหน่ายอย่างครบวงจร โดยวัคซีนที่ผลิตได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาและผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข  อ้างอิงจาก https://www.newtv.co.th/news/45644
6 ธันวาคม 2562