fbpx

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้อง “หยุด” ทำเมื่อมีลูก

Writer : nunzmoko
: 16 ตุลาคม 2561

พ่อแม่ยุคใหม่ สามารถหาข้อมูลความรู้ในการเลี้ยงลูกได้มากมาย จากอินเตอร์เน็ต หนังสือ หรือสื่อต่างๆ แต่บางทีก็อาจลืมนึกเรื่องสำคัญหลายๆ เรื่องไป ซึ่งพฤติกรรมที่ควรระวังในการเลี้ยงดูลูกเพื่อไม่ให้เกิดเป็นปมในใจหรือมีนิสัยที่ก้าวร้าวรุนแรงนั้น วันนี้เรามี 9 อย่างที่พ่อแม่ต้องระวังและหลีกเลี่ยงในการเลี้ยงลูกมาฝาก จะมีเรื่องอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. หยุด! เป็นพ่อแม่ยอดมนุษย์

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ จะมาทำงานหนักหรือมีกิจกรรมรัดตัว เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ แนะนำให้แบ่งเวลาเพื่อนำมาดูแลลูกน้อย เพราะ 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงที่ลูกน้อยจะมีการเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่างๆ จากพ่อแม่มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องให้เวลาและใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีที่สุดค่ะ

2. หยุด! พาลูกไปในที่แออัด

ที่แออัดคนเยอะ ฝุ่นเยอะ ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลยสำหรับเด็กๆ เพราะยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ หากเกิดอาจจะเจ็บป่วย อาจส่งผลให้ออกอาการรุนแรงกว่าที่เกิดในผู้ใหญ่

3. หยุด! ใช้ความรุนแรงต่อหน้าเด็ก

ความจริงแล้วในข้อนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครและวัยใดทั้งสิ้น กับการใช้อารมณ์และความรุนแรง เพราะจะทำให้เกิดความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับเด็กจะได้รับผลเสียยิ่งกว่านั้น เพราะนอกจากจะบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจแล้ว วัยเด็กยังไม่สามารถแยกแยะแบบผู้ใหญ่ได้ เด็กจะจำพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ต่อ ซึ่งจะเป็นปัญหาสังคมต่อไป

4. หยุด! ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของเด็ก

ผิวของเด็กบอบบางมาก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ซักผ้า ล้างอุปกรณ์ ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์แรงและมีสารตกค้างสูง

5. หยุด! ให้ลูกกินรสหวานมากเกินไป

แม้ความหวานจะไม่เป็นโทษต่อร่างกายของเด็กเท่าผู้ใหญ่ แต่ความหวาน โดยเฉพาะขนมก็ไม่สร้างประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะจะทำให้ลูกเป็นคนติดรสหวานไปจนโต ซึ่งทำให้มีการสะสมน้ำตาลตั้งแต่วัยเด็ก เกิดเป็นต้นเหตุของสารพัดโรคได้

6. หยุด! สร้างความสนุกด้วยความตื่นเต้น

ทารกและเด็กเล็กยังบอบบาง การเล่นกับเด็กด้วยการโยนลูกขึ้นลง แกว่งไปมา อาจสร้างความหวาดกลัวให้เด็ก และทำให้สมองที่บอบบางของเด็กได้รับแรงสั่นสะเทือน จนอาจเกิดผลกระทบหรือมีอาการบาดเจ็บในสมองได้ ฉะนั้นควรเล่นกับลูกด้วยความระมัดระวังค่ะ

7. หยุด! ฝากคนอื่นเลี้ยงลูก

เข้าใจว่ายุคสมัยนี้ ทั้งพ่อและแม่ต้องช่วยกันทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก จำเป็นต้องฝากคนอื่นดูแล แต่ผลเสียที่จะเกิดตามมามีมากมาย เด็กวัย 0-5 ขวบ เป็นช่วงอายุที่เด็กเปิดรับและฝังจำสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ผู้เป็นพ่อแม่จะไม่มีทางรู้เลยว่า ลูกน้อยไปเจอสิ่งใดมา รับสิ่งใดเข้าไป ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ ที่แย่กว่านั้นคือยังควบคุมไม่ได้ หากเด็กมีปัญหาก็ยากที่จะหาสาเหตุ เพราะเด็กจะไม่แสดงออกด้วยการพูดอธิบาย แต่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่มีทางเดาได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อย และการเปลี่ยนคนดูแลไปเรื่อยๆ เด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าไม่มีคนรัก ไม่มีคนต้องการ กระทั่งพ่อแม่ยังไม่ต้องการเลย เพราะวัยเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล อีกทั้งคนที่พ่อแม่เอาลูกไปฝาก ไม่รู้ว่าจะรักลูกของเราไหม ถ้าไปเจอคนไม่ดี ไม่รัก จะเป็นฝันร้ายที่สุดของเด็กเลยก็ว่าได้

8. หยุด! ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเลี้ยงลูก

การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เล่นเกมส์จากแท็บเล็ต หรือปล่อยให้รายการโทรทัศน์เลี้ยงลูกของเรา มีผลการวิจัยว่า เด็กอายุ 0-7 ปี ไม่ควรได้รับแสงรังสีจากหน้าจอ LCD เพราะเป็นอันตรายต่อสายตาและสมอง ซ้ำร้ายยังเกิดผลเสียต่อสมาธิและพฤติกรรมของเด็ก เนื่องจากภาพที่แวบไปแวบมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสมาธิสั้น รายการบันเทิงหรือเกมส์สมัยใหม่ สำเร็จรูปจนเกินไป มีผลลัพธ์เฉลยเด่นชัด ทำให้เด็กไม่ได้ใช้ตรรกะและสมองคิดตาม วัยเด็กที่ควรวิ่งเล่น บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ได้รับลม แสงแดด สีสันจากธรรมชาติ ก็จะได้เพียงการบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือจากการจิ้มแท็บเล็ตในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น

9. หยุด! คาดหวังให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ

พ่อแม่ทุกคนนอกจากอยากให้ลูกน้อยมีความสุขแล้ว คงอยากให้ลูกเป็นคนเก่งด้วย จึงมักวางแผนพาลูกไปเรียนพิเศษด้านต่างๆ ด้วยความคิดที่ว่า หากเด็กดูโตและมีความสามารถมากกว่าวัย คือเด็กฉลาด เช่นให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการตั้งแต่เล็ก ท่อง a b c ได้ก่อนใครๆ พาไปประกวด ให้พบเจอผู้คนมากๆ จะได้กล้าแสดงออก ฯลฯ ความจริงแล้ว พ่อแม่มือใหม่ควรเรียนรู้ว่ากระบวนการเติบโตของเด็กเป็นอย่างไร เพราะการพาลูกทำอะไรที่ยังไม่เหมาะสมกับวัยของเขา จะทำให้เขาสูญเสียช่วงวัยเด็กที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย ปล่อยให้ลูกได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำให้ลูกของเราพัฒนาทั้ง IQ และ EQ ได้ดีกว่าในระยะยาว

ทั้ง 9 ข้อที่กล่าวไปข้างต้น คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปรับใช้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมกับครอบครัวและสิ่งแวดล้อม และระมัดระวังไม่แสดงหรือกระทำพฤติกรรมดังกล่าว ก็จะช่วยให้การเลี้ยงลูกเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้นค่ะ

ที่มา – scblife

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



5 พิพิธภัณฑ์ของเล่น ที่เหมาะพาลูกไปเที่ยว
กิจกรรมของครอบครัว
ทำอย่างไรเมื่อลูกรัก “ติดจอ”
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
เมื่อไม่นานมานี้คุณพ่อคุณแม่เองก็คงได้ยินคนพูดถึงคาร์ซีทกันมากขึ้น ซึ่งในประเทศไทยนี้ก็ได้มีการกำหนดความปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยมีผลบังคับและเริ่มในวันที่ 5 กันยายน 65 ที่จะถึงนี้ และมีสาระสำคัญดังนี้ เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี หรือผู้โดยสารที่สูงไม่เกิน 135 ซม. จะต้องนั่ง คาร์ซีท บูสเตอร์ซีท หรือคาด เข็มขัดนิรภัย ซึ่งหากมีการฝ่าฝืน จะต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท อีกทั้งขณะขับรถยนต์ ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ ผู้ขับขี่ ต้องรัดร่างกายด้วย เข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งตลอดเวลา ในขณะขับรถยนต์ คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก เพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด ทั้งนี้ความผิดในส่วนของรถส่วนบุคคล มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยมีผลบังคับในอีก 120 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งหมายถึงจะเริ่มใช้วันแรกในวันที่ 5 กันยายน 2565 อ้างอิง : ราชกิจจานุเบกษา
10 สิงหาคม 2565

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save