fbpx

NEWS: ปิดเทอมนี้ระวัง เด็กจมน้ำเสียชีวิต พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด

Writer : Lalimay
: 13 มีนาคม 2563

ปิดเทอมแบบนี้พ่อแม่อาจจะต้องคอยดูลูกเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าพาลูกออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีแหล่งน้ำ หรือแถวๆ บ้านมีแหล่งนี้อยู่ก็อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ เพราะเด็กๆ อาจชวนกันไปเล่นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งอาจมีเหตุการณ์ที่เด็กตกน้ำหรือจมน้ำเสียชีวิตได้

จากข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์การจมน้ำในปี 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 63) พบเหตุการณ์การจมน้ำทั้งหมด 3 เหตุการณ์ ผู้ประสบเหตุรวม 12 ราย เสียชีวิต 4 ราย โดยมีช่วงอายุตั้งแต่ต่ำกว่า 5 ปี และ 5-9 ปี

ซึ่งสถานที่ที่เด็กจมน้ำ คือ บ่อน้ำสาธารณะหรือบ่อน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงในสถานที่ท่องเที่ยว โดยสาเหตุของการจมน้ำเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เด็กไม่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ไม่มีทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ และการขาดการเฝ้าระวังที่เพียงพอของผู้ปกครองและคนในชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมบริเวณแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการขาดทักษะการช่วยเหลือที่ถูกต้อง

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการเสียชีวิตจาการจมน้ำ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน หากพบเห็นคนตกน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยเพราะอาจจมน้ำพร้อมกันได้ ควรใช้มาตรการ “ตะโกน โยน ยื่น” คือ ตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือ และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 จากนั้นโยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ไม้ เสื้อ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ

อ้างอิงจาก

https://ddc.moph.go.th/odpc11/news.php?news=11868&deptcode=odpc11&news_views=387

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
หน้าหนาวนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเรื่องสุขภาพของลูกเป็นพิเศษ อย่างโรคอุจจาระร่วง หลังพบว่าผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในปี 2563 มีผู้ป่วยรวมแล้ว 802,637 ราย เสียชีวิต 4 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และอายุ 25-34 ปี โดยโรคอุจจาระร่วงเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ และสารพิษหรือสารเคมี สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ ซึ่งเชื้อที่เป็นสาเหตุและพบได้บ่อย คือ ไวรัสโรต้า (Rotavirus) และไวรัสโนโร (Norovirus) พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  เชื้อดังกล่าวพบได้ในช่วงอากาศเย็น ผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยผู้ปกครองควรดูแลเรื่องอาหารของเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งไวรัสนี้จะก่อให้เกิดอาการไข้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียติดต่อกัน 3-5 วัน เนื่องจากเชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหารหรือเยื่อบุลำไส้บางลง ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารลดลง ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำจะมีอาการรุนแรง ริมฝีปากแห้ง ปัสสาวะลดลง ร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา ตาโหล เป็นต้น ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก อาจทำให้ช็อก หมดสติ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ใช้หลัก “สุก ร้อน สะอาด” คือให้ลูกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ไม่ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารค้างมื้อต้องนำมาอุ่นร้อนให้ทั่วถึงก่อนรับประทาน ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และภายหลังขับถ่ายหรือสัมผัสสิ่งสกปรก และที่สำคัญ ทำความสะอาดของเล่นของลูกอยู่เสมอ อ้างอิงจาก https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=16590&deptcode=brc&news_views=3623
18 มกราคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort