fbpx

CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ

Writer : blahblahboong
: 29 สิงหาคม 2560

เพราะร่างกายของเด็กมีขนาดเล็ก เข็มขัดนิรภัยที่ติดมากับรถยนต์จึงไม่เพียงพอต่อยึดเหนี่ยวปกป้องร่างกาย ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุย่อมได้รับบาดเจ็บมากกว่าผู้ใหญ่ คาร์ซีท จึงเป็นอุปกรณ์เสริมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

คาร์ซีท คือ อุปกรณ์แสนจำเป็นที่ช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งร่างกายของเด็กย่อมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง การใช้คาร์ซีทก็มีหลายหลายแบบเพื่อตอบสนองการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละช่วงอายุ เรามาเรียนรู้กันค่ะ เด็กแต่ละปีเหมาะกับคาร์ซีทแบบไหนบ้าง

Rear-Facing

  • สำหรับเด็กอายุ 0-2 ปี
  • คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าเข้าเบาะ และยังสามารถปรับเอนไปกับที่นั่งได้
  • เหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 10 กก.
  • สามารถปกป้องหัวของเด็ก ลำคอ และกระดูกสันหลังได้ดี

Forward-Facing

  • สำหรับเด็กอายุ 2-7 ปี
  • คาร์ซีทแบบที่นั่งทิศทางเดียวกับเบาะ
  • เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนักตัวเกิน 9 กก.

Booster

  • สำหรับเด็กอายุ 4-12 ปี
  • คาร์ซีทแบบเบาะนั่งเสริมความสูง พนักพิงด้านหลัง
  • เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนักตัว 15- 18  กก.

Seat Belt

  • สำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
  • เข็บขัดนิรภัยที่ติดมากับรถยนต์
  • เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 20  กก.
  • ในช่วงเริ่มต้นสามรถใช้ควบคู่กับอุปกรณ์เสริมต่างๆได้

คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกคาร์ซีทให้เหมาะสมกับลูกในแต่ละช่วงอายุ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ แน่นอนว่าคาร์ซีทเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมาก จึงคุ้มค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่งค่ะ 🙂

Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่อยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยสถิติพบว่าผู้มีที่ติดยามีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ บรมราชชนนี (สบยช.) พบว่า ผู้เข้ารับบำบัดรักษายาเสพติด เริ่มใช้ยาเสพติดตอนอายุน้อยที่สุดคือ 9 ขวบ หากเด็กมีการใช้ยาเสพติด แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง คือ สมองหยุดพัฒนา สติปัญญาลดลง การเรียนรู้มีปัญหา มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตประสาท เพราะสมองของเด็กวัยนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ซึ่งในคนปกติสมองจะพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 22-25 ปี ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด "ทุกชนิด" หมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูก หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ควรพูดคุย บอกกล่าวถึงอันตรายและผลกระทบที่จะตามมา อย่าจับผิด ให้ติดตามเฝ้าระวังและพาไปพบแพทย์ นอกจากนี้ควรใช้เวลาพูดคุย หากิจกรรมทำด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ลูกรู้ว่าเราคือคนที่พร้อมช่วยเหลือ ไม่ใช่คนที่จะผลักไสลูก เพื่อให้ลูกเกิดความไว้วางใจและเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหา ลดละเลิกยาเสพติด และพยายามกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเอง อ้างอิงจาก https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_1898196
20 มกราคม 2563