fbpx

เมื่อ Board Game ไม่ใช่แค่เกม คุยกับผู้ก่อตั้งสถาบัน insThink Learning ที่ฝึกให้เด็กมองตัวเองผ่าน Board Game

Writer : Lalimay
: 11 กุมภาพันธ์ 2562

คุณพ่อคุณแม่หลายคนน่าจะรู้จัก Board Game กันใช่ไหมคะ เป็นเกมกระดานที่มีหลายรูปแบบและมีหลายเกมมากๆ ค่อนข้างฮิตเลยทีเดียว แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า Board Game ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมที่สร้างความสนุกเท่านั้น แต่มันมีอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ด้วย

วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ครูติ๊ก” และ “ครูเป็ก” จากสถาบัน insThink Learning ที่เลือกใช้ Board Game มาพัฒนาเด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถวิเคราะห์และมองตัวเองผ่านการเล่นเกมได้

insThink Learning คือสถาบันที่สอนอะไร ?

ครูเป็ก : เราจะเน้นให้เด็กๆ ฝึกฝนให้เขารู้จัก Life skill หรือการเอาตัวรอดในสังคมให้ได้ เราจะสอนทักษะอะไรที่จำเป็น อย่างเช่น การคิด จะคิดยังไงให้มีเหตุและผลมากขึ้น การพูด พูดยังไงให้ฟังแล้วรู้เรื่องและมีพลัง แล้วก็สิ่งที่เราเน้นมากคือการนำ Board Game มาประยุกต์ใช้ให้เขาหัดเรียนรู้การใช้ชีวิตกับกลุ่มเพื่อนเลย นี่คือสิ่งที่เราสอนหลักๆ

ทำไมถึงเลือกใช้ Board Game ?

ครูติ๊ก : โดยส่วนใหญ่เด็กชอบเล่นเกมอยู่แล้ว แต่อาจจะไปเล่นเกมคอมหรือในมือถือ เราต้องการให้เขายังสนุกอยู่แต่ดึงเขาออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ดึงเขาออกมาจากหน้าจอ  Board Game ก็เลยเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เรามองว่าเด็กยังได้เล่นเกม ยังได้ทำในสิ่งที่เขาชอบอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่างไปด้วย เพราะแต่ละเกมมันมีจุดประสงค์แตกต่างกัน

หลายเกมมันต้องวางแผน ต้องใช้ความคิดเยอะมากเลย นอกจากสนุกแล้ว เขานำสิ่งที่เขาเรียนในคอร์สฝึกคิดที่เขาเรียนกับเรา มาประยุกต์ใช้ต่อในเกมพวกนี้ มันก็เลยเป็นการที่เขาได้ฝึกคิด ฝึกวางแผน หลายๆ อย่างในตอนเล่นเกมไปในตัว แล้วก็สนุกด้วย Board Game ก็เลยเป็นสื่อที่เรามองว่าได้ผล ในการให้เด็กๆ มาเรียนรู้ผ่านเกมตัวนี้ คือความสนุกเป็นเรื่องนึงแต่สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ คือเขาได้มองเห็นตัวเอง มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นผลพลอยได้ที่เราต้องการ

Board Game จะช่วยพัฒนาเด็กได้ยังไง ?

ครูเป็ก : เด็กๆ ส่วนใหญ่เขาจะแสดงตัวตนที่แท้จริงผ่านการทำกิจกรรม สุดท้ายก็หนีไม่พ้น Board Game เด็กเล่นเกมยังไงนิสัยก็จะเป็นอย่างนั้น เด็กบางคนขี้ลังเล ตัดสินใจช้า กว่าจะสรุปอะไรใช้เวลานานมาก เล่นเกมก็จะเห็นจริงๆ ครับ ว่าเขาเป็นยังไง

หน้าที่ของคุณครูอย่างพวกเราก็จะมาดูว่า เมื่อคุณเล่นเกมเนี่ย คุณเห็นอะไรไหม เห็นตัวเองไหม ทำอะไรได้ดีบ้าง ต้องพัฒนาอะไรบ้าง แล้วมันเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงยังไง ที่นี่เราทำให้เขารู้สึกว่าเป็น Safe Zone หรือที่ปลอดภัย ที่นี่จะไม่มีการว่า แต่เราจะคุยกับเขาว่าถ้าเขาทำแบบนี้ต่อไป เมื่อคุณไปใช้ชีวิตข้างนอกมันจะเป็นยังไง อาจจะทำให้โดนด่าหรือชี้นิ้วว่าได้

ต้องเล่าว่านิสัยอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรจะมีคือ เราจะต้องสามารถวิเคราะห์ตัวเองได้ ว่าเราเป็นยังไงอยู่ตอนนี้ และเราควรจะไปทางไหน ควรพัฒนาตัวเองยังไง บางคนมองตัวเองว่าฉันเก่ง ฉันดี เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเล่นเกมเราจะวางรูปแบบแบบนี้ คุณจะชนะจะแพ้เราไม่สนใจเลย แต่เรามาดูกันต่อว่า โอเค คุณเล่นเป็นยังไงบ้าง

ครูติ๊ก : คุณเรียนรู้อะไรจากเกมที่คุณเล่นวันนี้กับเพื่อน มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แบบบางทีอารมณ์มันมีมาอยู่แล้ว โกรธ โมโห คุณเรียนรู้อะไรตรงนี้บ้าง ทำไมคุณถึงรู้สึกอย่างนี้ แล้วเวลาคุณออกไปเจอโลกข้างนอก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นไปดั่งใจเราตลอดค่ะ แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง แล้วก็เดินหน้าต่อไปยังไง เรียนรู้อะไรจากตรงนั้น

ช่วยแนะนำ Board Game ที่เหมาะสำหรับเด็กที่เพิ่งหัดเล่น

ครูเป็ก : เกมนี้ชื่อ Potion Explosion (ห้องเรียนนักปรุงยา) ก็เป็นเกมที่สนุกมาก คือเราต้องมีการผสมยานะครับ คือมันต้องคิดวิเคราะห์ด้วยนะ เป็นเกมที่เล่นโดยมีลูกแก้ว อย่างเช่นว่า เวลาคุณหยิบลูกแก้ว มันจะเป็นรางๆ อย่างนี้ใช่ไหมครับ พอหยิบลูกแก้วไปลูกนึงเนี่ย มันจะไหลมาชนกัน ปึ้ง!

ฉะนั้นเขาต้องคิดวางแผน ว่าสิ่งที่เขาต้องการคือสีอะไรบ้างและกี่ลูก เขาต้องหยิบแบบนี้ คุณจะเห็นเลยว่าเด็กคนนึงเขากล้าคิดหรือเขาหยิบแบบส่งๆ ขอให้เร็วๆ ไว้ก่อน แล้วก็จะมีบีกเกอร์นะครับ เป็นขวดโหลหลายสี จะมีค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นแต่ละอันก็จะบอกว่าเขาต้องหยิบลูกแก้วสีอะไร และหยิบกี่ลูกพอวางใส่ครบเนี่ยเขาก็จะได้น้ำยานี้มา ซึ่งมันก็จะมีชื่ออยู่ด้านบน เป็นชื่อประหลาดตลกๆ แต่ละอันจะมีสัญลักษณ์ที่บอกว่ามีความสามารถอะไรอยู่ด้านบน และจะช่วยอะไรเราได้บ้าง เพราะฉะนั้นเกมพวกนี้ก็จะสอนอะไรค่อนข้างเยอะเลยเหมือนกัน

ทำยังไงให้ลูกอยู่กับเทคโนโลยีเป็น ?

ครูติ๊ก : คือสมัยนี้มองว่าเทคโนโลยีมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว คือหนียังไงก็หนีไม่พ้น เราไม่ต้องการจะให้คุณพ่อคุณแม่หรือเด็กหนีจากเทคโนโลยี แต่เราต้องสอนยังไงให้เขาอยู่กับมันได้ รู้ว่าเวลาไหนควรจะทำอะไร คือมันมีประโยชน์ เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นแหล่งข้อมูล แต่ว่าเวลาที่เราต้องอยู่กับคน เราต้องปฏิสัมพันธ์กับคน เราต้องสื่อสารกับคนเขาก็ต้องทำได้ด้วย

โดยเฉพาะในเด็กเล็กบางทีคือเขายังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเวลานี้ เขาควรจะทำอะไร เพราะฉะนั้นเด็กยิ่งแย่เพราะเขายังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ตรงนี้เป็นจุดที่พ่อแม่ควรเข้ามาช่วยที่เป็นห่วงเพราะว่ามันง่ายที่จะเอามือถือตั้งให้เขาดูแล้วเขาก็อยู่นิ่ง พ่อแม่ก็ไปทำอย่างอื่นได้ แต่ผลเสียในระยะยาวมันมีมากกว่า

ดังนั้นตรงนี้มันเป็นดาบสองคมมากๆ เลยเรายอมเหนื่อยกับลูกตอนนี้ ดีกว่าเหนื่อยกับเขาตอนที่เขาเป็นวัยรุ่น ซึ่งตอนนั้นมันยากมากแล้วค่ะ นิสัยเขามันถูกเซ็ตไปแล้วว่าเขาเป็นอย่างนี้ เราจะไปแก้ ไปปรับตรงนั้นมันยาก

insThink Learning ช่วยอะไรเด็กไทยได้บ้าง ?

ครูเป็ก : ต้องเล่าว่าทุกๆ คอร์สที่เราคิดขึ้นมาจะต้องตอบคำถามอะไรบางอย่าง ช่วยแก้ปัญหาบางอย่างแบบระยะยาว ซึ่งเราอยากจะให้เด็กทุกคนทำได้ ถ้าถามว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าคุณไปฝึกตอนโต มันได้ไหม ก็ได้ครับ แต่แน่นอนว่าราคาก็จะสูงกว่า ผมบอกเลยคอร์สเรียนในผู้ใหญ่พวกนี้ ราคาบางคอร์สเป็นแสน เพื่อให้คุณได้สิ่งที่เราจะสอนตั้งแต่ตอนนี้

ฉะนั้นการที่เราฝึกเขาตั้งแต่เด็ก มันเป็นการปลูกฝังเขาตั้งแต่ตอนนี้ เป็นการวางรากฐานให้เขา ถ้าคุณอยากให้ลูกคุณประสบความสำเร็จในอนาคต แล้วคุณบอกค่อยไปเริ่มตอนมีปัญหาก่อนแล้วกัน มันไม่ทันนะครับ มันต้องวางตั้งแต่ตอนนี้แหละ แล้วเราทำได้จริง เราเอาเทคนิคที่มันใช้ได้จริงมาสอน

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เด็กไทยควรมี ?

ครูติ๊ก : ก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยเรายังเน้นวิชาการ คุณพ่อคุณแม่ยังมองว่าถ้าลูกไม่ได้เกรดสี่ ก็คงไม่มีเวลามาเรียนอย่างอื่นหรอก ก็คงต้องไปเสริมวิชาการให้ดีก่อน เอาจริงๆ พอเราเรียนจบมา วิชาการมันเป็นส่วนน้อย ทุกคนเรียนรู้ได้ เพราะวิชาชีพแต่ละคนต้องไปเรียนรู้ใหม่อยู่ดี วิชาการเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่สิ่งที่เขาต้องมีมากกว่า คือการที่เขาจะทำงานร่วมกับผู้อื่นยังไง แก้ปัญหายังไง พูดสื่อสารไอเดียของเขาให้คนอื่นฟังแล้วเข้าใจได้ยังไง ตรงส่วนพวกนี้ยังไม่ได้มีการสอนอย่างจริงๆ จังๆ หรือดีพอในโรงเรียน

ซึ่งตรงนี้สำคัญมากกว่าวิชาการ เด็กที่เก่งมากๆ ทำไมเวลาไปทำงานแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาขาดขาดทักษะพวกนี้ เขาเก่งแต่เขาเก่งอยู่คนเดียวไงคะ แต่เขาไม่สามารถสื่อสารไอเดีย ทำให้คนอื่นเข้าใจหรือไม่รู้ว่าจะให้คนอื่นมาช่วยงานยังไงเพราะเขาไม่สามารถทำได้คนเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ติ๊กมองว่ามันเป็นอะไรที่จำเป็น มากกว่าที่คุณจะเก่งวิชาการ เกรดมันก็ภูมิใจอยู่ตรงนั้น เราไปทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้แล้วค่ะ

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



10 โรงเรียนอนุบาลนานาชาติยอดฮิตในกรุงเทพ
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
วิธีรับมือเมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
อัพเดท! 5 แคมป์ดีๆ สำหรับลูกวัยประถม
ช่วงวัยของเด็ก
Update
ข่าว ข่าว
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Applied Developmental Psychology เผยว่าเด็กที่พูดได้น้อย มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์อารมณ์เสียง่ายและรุนแรงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ที่มีทักษะภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยงานวิจัยนี้ได้มีการสำรวจผู้ปกครองจากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 คนที่มีลูกเล็กอายุตั้งแต่ 12-38 เดือน เพื่อเก็บผลสำรวจจากการตอบคำถาม ในเรื่องของพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมทางอารมณ์ของลูกในแง่ของความฉุนเฉียว ผลสำรวจออกมาว่า เด็กที่พูดได้ต่ำกว่า 50 คำ หรือไม่สามารถประสมคำได้ภายในอายุ 2 ปี จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เด็กพูดช้า” โดยเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง และบ่อยกว่าเด็กที่มีทักษะภาษาระดับปกติในอัตราเกือบ 2 เท่า ซึ่งความรู้สึกหงุดหงิดง่ายและทักษะทางภาษาที่ล่าช้า นั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติทางภาษาและการเรียนรู้ในภายหลัง เด็กที่พูดช้าราว 40% จะมีปัญหาทางภาษาเรื้อรัง ที่อาจกระทบความสามารถทางวิชาการของเด็กได้ อ้างอิงจาก https://www.mcot.net/view/5dd62d74e3f8e40b2f3b6931
22 พฤศจิกายน 2562