fbpx

NEWS: ยิ่งพ่อแม่พูดโกหก ลูกจะกลายเป็นคนขี้โกหก และมีปัญหาการปรับตัวในสังคม

Writer : Lalimay
: 15 ตุลาคม 2562

การที่พ่อแม่พยายามสอนลูกว่า “อย่าโกหก” แต่ว่าตัวเองกลับหลอกลูกเพื่อให้พวกเขาเชื่อฟัง ไม่ว่าอย่างไรลูกก็ไม่มีทางไม่โกหก เพราะมีผลงานวิจัยเผยว่า ยิ่งพ่อแม่พูดโกหกกับลูกมากเท่าใด เด็กก็มีโอกาสพูดโกหกมากขึ้นเท่านั้น

วารสาร “จิตวิทยาเด็กเชิงทดลอง” (Journal of Experimental Child Psychology) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยจากทีมนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์และจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) ผู้ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ระบุว่า 

ยิ่งพ่อแม่พูดโกหกกับลูกบ่อยครั้งมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่ลูกจะมีนิสัยชอบโกหกเมื่อพวกเขาโตขึ้นเท่านั้น ทั้งยังอาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคมอีกด้วย

จากการทดสอบและทำแบบประเมินของผู้ใหญ่ชาวสิงคโปร์ 379 คน ในการทำแบบประเมิน 3 ชุด ชุดแรกจะถามเกี่ยวกับประสบการณ์ในวัยเด็กว่าเคยถูกผู้ใหญ่โกหกหรือไม่ ส่วนชุดที่ 2 และ 3 จะถามเกี่ยวกับเรื่องในปัจจุบันว่าตนเองโกหกพ่อแม่และคนรอบข้างบ่อยแค่ไหน รวมถึงความยากลำบากในการปรับตัว

ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่บอกว่าตนเองถูกหลอกด้วยเรื่องโกหกบ่อยครั้งในวัยเด็ก มีแนวโน้มที่จะชอบพูดโกหกหรือพูดเกินจริงเสียเองเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งการโกหกนั้นรวมไปถึง “การโกหกสีขาว” ด้วย

นอกจากนี้พวกเขามีปัญหาในการปรับตัวทางจิต-สังคม (Psychosocial adjustment) มากกว่าคนทั่วไปด้วย โดยมักมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าว, เห็นแก่ตัว, รู้สึกด้อยและอับอาย,ไม่เคารพกฎหมาย หรือชอบข่มขู่คุกคามผู้อื่น

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นผลมาจากการที่พ่อแม่ใช้คำพูดโกหกเชิงแสดงอำนาจ เช่น ถ้าไม่กินข้าวให้หมดจะเรียกตำรวจมาจับ มากกว่าการพูดบิดเบือนความจริงโดยทั่วไป เช่น เมื่อลูกอยากได้ของเล่น แล้วพูดว่าไม่ได้เอาเงินมา

และการโกหกของพ่อแม่นั้นยังทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวพ่อแม่หมดไป เหลือไว้เพียงการเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเลียนแบบเท่านั้น

อ้างอิงจาก

bbc.com

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
เด็กถูกลืมไว้บนรถเป็นข่าวที่ออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ หากโชคไม่ดีเด็กที่ถูกลืมก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศแคนาดาจึงพัฒนาระบบเซนเซอร์ติดตั้งบนรถ ที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของเด็กและสัตว์เลี้ยงด้วยระบบเอไอ คณะวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา เผยว่า อุปกรณ์นี้พัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลเรดาร์และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งจะต้องติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์นี้ไว้ที่เพดานรถยนต์หรือกระจกมองหลังเพื่อการตรวจจับอย่างละเอียด แล้วสัญญาณเรดาร์จะสะท้อนกลับมาที่อุปกรณ์ เมื่อตรวจพบคนหรือสัตว์เลี้ยงภายในรถ เอไอก็จะวิเคราะห์การค้นหา เพื่อตัดสินใจว่าควรจะส่งสัญญาณหรือไม่  อุปกรณ์นี้ยังป้องกันไม่ให้ประตูรถถูกล็อกและส่งสัญญาณเตือนไปถึงคนขับและผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย ซึ่งทีมนักพัฒนายืนยันว่าอุปกรณ์นี้ทำงานได้ถูกต้อง 100% และตั้งใจจะทำวางจำหน่ายในสิ้นปี 2563 สำหรับสาเหตุที่เด็กเสียชีวิตเพราะถูกทิ้งไว้ในรถมีทั้งพ่อแม่ลืม เด็กล็อกประตูเล่น รวมไปถึงพ่อแม่ตั้งใจทิ้งลูกไว้ เพราะคิดว่าไปทำธุระแป๊บเดียว โดยที่พ่อแม่ลืมก็เป็นเพราะนั่งอยู่บนคาร์ซีทที่เด็กนั่งหันหน้าเข้าเบาะ ทำให้พ่อแม่ไม่เห็นและเด็กก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะสื่อสารได้ ซึ่งเด็กที่เสียชีวิตเพราะความอบอ้าวภายในรถ ราว 83% เป็นเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบและอีก 55% มีอายุประมาณ 1 ขวบหรือเด็กกว่านั้น  อ้างอิงจาก https://www.thebangkokinsight.com/237733/  
14 พฤศจิกายน 2562