fbpx

10 ข้อควรรู้เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นพ่อแม่หัวโบราณ

Writer : OttChan
: 1 กุมภาพันธ์ 2564

เราทุกคนล้วนเกิดมาในช่วงยุคสมัยที่แตกต่าง ทำให้ระบบความคิดและการอบรมสั่งสอนนั้นแตกต่างกันไปด้วยใช่ไหมคะ แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่เองเมื่อมีแก้วตายาใจเป็นของตัวเองแล้ว ก็อยากจะเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด ให้โตมาเป็นเด็กที่มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิต หากทว่า เมื่อเวลาของยุคเปลี่ยนไป การสั่งสอนหรืออบรมแบบเก่าที่เก่ามากๆ อย่างการตีจะช่วยให้เด็กเป็นเด็กที่ดี, ต้องเรียนหมอ, เรียนวิศวะหรือรับราชการเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่ค่านิยมที่ใช่และตอบโจทย์ที่สุดอีกแล้วในสังคมนี้

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนที่ยังยึดจะทำตามแบบที่ปู่ย่าตายายเลยทำมา อาจกลายเป็น ” เราทำตัวเป็นพ่อแม่หัวโบราณไปแล้วหรือเปล่า? ” สรุปแล้วต้องเชื่อกับสิ่งที่เคยถูกปลูกฝังมามั้ย?

ลองมาเช็คกันดีกว่าค่ะ ว่าเราเข้าข่ายคุณพ่อคุณแม่หัวโบราณหรือไม่

  • ตีลูกทุกครั้งที่เขาทำผิดเพื่อสั่งสอน
  • บอกลูกว่าสีฟ้าสำหรับผู้ชาย สีชมพูสำหรับผู้หญิง
  • ลูกต้องขอโทษเราเสมอ หากทำให้เราไม่พอใจ
  • ให้ลูกเรียนในวิชาที่เราเลือกเพราะดีต่ออนาคตเขา
  • กำหนดทุกอย่างในหนึ่งวันของลูกเพื่อให้จัดการอะไรง่ายขึ้น
  • เปลี่ยนการแต่งตัวของลูกเวลาเราเห็นแล้วรู้สึกไม่ถูกใจ
  • ลูกโวยวายแปลว่าลูกก้าวร้าว ต้องมีการทำโทษ
  • เลือกเพื่อนให้ลูกเพราะคิดว่าลูกควรมีเพื่อนที่มีคุณภาพโดยการการตรวจสอบจากพ่อแม่
  • เรื่องความรักเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เป็นเด็กห้ามมีความรัก
  • ลูกควรอ่านหนังสือเรียนมากกว่าไปวิ่งเล่นนอกบ้าน จะได้เรียนเก่งๆ

จากการทดสอบด้านบน หากมีเกิน 5 ข้อ อาจแปลได้ว่าเราอาจเป็นพ่อแม่หัวโบราณสำหรับลูก แม้จะไม่ตั้งใจแต่ก็เป็นไปแล้วเพราะฉะนั้นเราจะมาดู 10 ข้อปฏิบัติที่ควรและไม่ควรเพื่อไม่ให้ตัวเองหัวโบราณเกินไปกับการเลี้ยงลูกกัน! ค่อยๆ ปรับปรุงไปด้วยกันนะคะ

5 ข้อที่ควรปฏิบัติ ยับยั้งการเป็นพ่อแม่หัวโบราณ

  1. รับฟังปัญหาของลูกให้จบ ก่อนจะตัดสินลูก เพราบางครั้งลูกอยากให้เรารับฟังจนจบเพื่อปรึกษามากกว่าตัดสินแทนทั้งหมด นอกจากจะช่วยเพิ่มความไว้ใจแล้ว ยังช่วยให้ลูกเป็นคนกล้าที่จะเล่าปัญหาต่างๆ ให้เราฟังอีกด้วย
  2. ทำความเข้าใจตัวตนลูกผ่านมุมมองของลูก ไม่ใช่มุมมองของเราที่คิดว่าลูกต้องเป็นแบบไหน เพราะบางครั้งการเอาความคิดที่เราอยากให้ลูกเป็นเด็กแบบที่เราต้องการ อาจทำให้มองไม่เห็นตัวตนจริงๆ ของลูกได้
  3. เคารพสิทธิ์ของลูก ไม่ยึดแนวคิด ของๆ ลูกคือสมบัติของเรา เพราะเด็กทุกคนเกิดมาล้วนเป้นตัวตนของเขาตั้งแต่เกิด หน้าที่ของพ่อแม่คือเลี้ยงดูเขาให้ดีเพื่อให้อนาคตเขาพร้อมจะออกไปเจอโลกกว้างด้วยตนเอง และเคารพในสิทธิ์ที่ตัวเองควรได้รับ
  4. ย้อนเวลานึกถึงตอนเรายังเป็นเด็ก เราอยากให้พ่อแม่ใส่ใจเราขนาดไหน, อยากให้เขารักเราในแบบไหนเพราะเมื่อเราแทนตนเองลงไปได้ ในบางครั้งที่ลูกงอแง หรือโวยวาย เราจะเริ่มทำความเข้าใจว่าเราต้องทำอย่างไรให้เขาสงบลง
  5. ให้ลูกได้มีส่วนร่วมกับทุกสิ่งในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นร่วมกันทำกิจกรรมในบ้าน , ร่วมกันตัดสินใจ เพื่อให้เขารู้สึกมีสิทธิ์มีเสียง และสร้างการเรียนรู้ในการแสดงออกทางความเห็น เช่นจะตกแต่งห้องใหม่ก็ถามถึงสีที่เขาชอบ ให้เขาได้เป็นส่วนนึงของการช่วยทาหรือเตรียมสี

5 ข้อที่ไม่ควรปฏิบัติ ถ้าไม่อยากถูกบอกว่าหัวโบราณ

  1. เลือกความชอบให้ลูกโดยใช้เพศกำเนิดตัดสิน เพราะเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะดูแลและปฏิบัติกับลูกให้เหมาะสมกับเหตุของเขาแล้ว อาจส่งผลให้เกิดความลำบากใจแก่ลูกได้ เช่นเด็กผู้ชายต้องซื้อแค่อุปกรณ์กีฬาให้เท่านั้น หรือเด็กผู้หญิงจะต้องชอบแต่สีชมพูเท่านั้นซึ่งสิ่งที่ควรทำจริงๆ คือการที่ให้ลูกได้เลือกในสิ่งที่เขาชอบเอง
  2. ใช้การดุ, ขู่แรงๆ หรือตบตีเพื่อสั่งสอน ในอดีตผู้ใหญ่และคนเฒ่าคนแก่มักบอกว่ามันคือวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งในความจริงแล้ว นั่นคือการสร้างความกลัวให้ลูก ไม่ใช่ความเข้าใจว่าทำไมสิ่งนี้ถึงผิดหรือไม่ควร สุดท้ายเขาจะจดจำว่าจะไม่ทำแบบนี้เพราะถูกดุแต่ไม่ได้ตระหนักรู้ได้ว่า สิ่งนี้ไม่ควรทำเพราะมันไม่ดี
  3. ติดตามทุกฝีก้าวเพราะกลัวลูกจะเหลวไหล สิ่งนี้ทำให้ลูกรู้สึกเขาถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว และอาจส่งผลให้เขาไม่กล้าที่จะทำอะไรเลยในอนาคตเพราะกลัวจะผิดกฏระเบียบต่างๆ ที่พ่อแม่ตั้งไว้ ทางที่ดีที่สุดควรมีเวลาที่ทั้งจับ และปล่อย ให้ลูกได้มีอิสระบ้างในโอกาสและเวลาที่เหมาะสม
  4. เลือกสิ่งที่มั่นคงให้ลูกพร้อมอ้างว่าเพื่ออนาคต การพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่ควรทำแต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องถามความรู้สึกของลูกก่อนจะให้ด้วยว่าเขาต้องการหรือชอบหรือไม่ เช่นการเรียน แม้จะมีวิชาที่เรียนแล้วได้มีหน้ามีตาในสังคมแต่ถ้าลูกไม่มีความสุข อยากเรียนอย่างอื่นมากกว่า ก็ต้องเคารพเขาและให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ
  5. ความคิดพ่อแม่ถูกเสมอ ลูกห้ามโต้แย้ง ในข้อนี้เองก้เป้นสิ่งที่ต้องปรับความคิดกันใหม่เพราะไม่เคยมีใครไม่เคยทำผิดในโลก แม้เราจะเป้นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีเรื่องที่ผิดพลาดและตัดสินใจพลาดไปบ้าง ดังนั้นหากลูกบอกเราว่า สิ่งนี้ไม่ถูกหรือไม่จริง ต้องรับฟังลูกและนำความเห็นของเขามาค้นหาถึงสิ่งที่เป็น

ที่มา : bangkokbiznews , goodlifeupdate , kidjarak

Writer Profile : OttChan

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



7  วิธี พิชิตการทานยากของเด็ก
ชีวิตครอบครัว
กำลังใจที่ไม่เคยสังเกต
ชีวิตครอบครัว
ลูกชอบพูดแทรก จะแก้อย่างไร
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
จากการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้จะมีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น อาจส่งผลให้โรคแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 กันยายน 2564 พบผู้ป่วย 8,941 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ เด็กเล็กอายุแรกเกิด - 4 ปี รองลงมา คือ 25-34 ปี และอายุ 15-24 ปี ดังนั้นกรมควบคุมโรคจึงขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลสุขอนามัยตนเองและลูกเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์และโรคโควิด-19 ด้วยการสวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปาก หรือ ขยี้ตา ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หากมีอาการป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม  นอกจากนี้ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคปอดบวม ทั้งยังช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยลงได้  โดยหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป และเด็กอายุ 6 เดือน สามารถรับวัคซีนได้ฟรี! ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐใกล้บ้านและที่สถานพยาบาลเอกชน ที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อ้างอิงจาก https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=20807&deptcode=brc&news_views=691  
27 กันยายน 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama