fbpx

12 วิธีคุมกำเนิดทั้งชายและหญิง ตัวช่วยเมื่อยังไม่พร้อมมีลูก

Writer : Lalimay
: 2 เมษายน 2562

การมีลูกถือเป็นหนึ่งในการวางแผนครอบครัว แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมก็คงต้องมีการป้องกัน (ไม่ว่าจะเป็นคู่สามี-ภรรยา หรือคู่รักก็ตาม) การคุมกำเนิดไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งผ่ายหญิงและฝ่ายชายที่จะต้องช่วยกัน โดยการป้องกันหรือการคุมกำเนิดนั้นก็มีหลากหลายวิธีมากๆ วันนี้เราจึงรวบรวมวิธีการคุมกำเนิดเมื่อยังไม่พร้อมมีเจ้าตัวเล็กมาฝากค่ะ

การคุมกำเนิดของผู้หญิง

ยาเม็ดคุมกำเนิด

ยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน) จะช่วยยับยั้งการตกไข่ แปรสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่ได้ มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น จนเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนตัวของอสุจิ

ประเภทของยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิดมี 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนรวมกับฮอร์โมนเดี่ยว

1. ฮอร์โมนรวม (Combined oral contraceptive pill) เป็นยาคุมกำเนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตรเจนรวมกันในเม็ดเดียว

ข้อดี

  • หาซื้อได้ง่าย
  • หลังหยุดกินแล้วสามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา
  • ประจำเดือนมาสม่ำเสมอตามปกติ
  • ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งมดลูกและรังไข่

ข้อเสีย

  • ต้องมีวินัยในการกินยาให้สม่ำเสมอ
  • ใช้ยาต่อเนื่องเกิน 5 ปี เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

2. ฮอร์โมนเดี่ยว (Progestogen only pill) เป็นยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียว ทำออกมาเพื่อลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักใช้ในแม่ที่ให้นมบุตร

ข้อดี

  • หาซื้อได้ง่าย
  • แม่หลังคลอดที่ให้นมลูกใช้ได้
  • หลังหยุดกินแล้วสามารถตั้งครรภ์ได้เลยในเดือนถัดมา

ข้อเสีย

  • จะไม่มีประจำเดือนเป็นรอบๆ อาจไม่มีประจำเดือนเลย หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย

วิธีการกินยาคุม

คือ กินทุกวันวันละ 1 เม็ด กินตามลำดับของลูกศรที่ชี้ไปเรื่อยๆ จนหมดแผง

  • ยาคุมแบบ 21 เม็ด (มีแต่ชนิดฮอร์โมนรวม) : ถ้ากินหมดแผงแล้วก็ให้เว้นไป 7 วัน แล้วเริ่มกินยาแผงใหม่ในวันที่ 8
  • ยาคุมแบบ 28 เม็ด : กินให้ครบจนหมดแผงแล้วเริ่มกินแผงใหม่ได้เลย (แนะนำให้กินแบบนี้จะได้ไม่ลืมกินแผงใหม่)

ผลข้างเคียง

  • ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้
  • คัดตึงเต้านม
  • น้ำหนักขึ้น
  • หน้าเป็นฝ้า

ยาฝังคุมกำเนิด

เป็นการนำฮอร์โมนโปรเจสตินบรรจุไว้ในหลอดหรือแท่งพลาสติกขนาดเล็กเท่าขนาดหลอดยาคูลท์ มาฝังไว้ที่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนฝั่งที่ไม่ถนัด ฮอร์โมนจะค่อยๆ ซึมผ่านจากแท่งยาเข้าสู่ร่างกายและไปยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่ ฝังครั้งเดียวคุมได้นาน 3-5 ปี

ข้อดี

  • ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก (รองจากการไม่มีเพศสัมพันธ์)
  • สะดวก
  • ไม่มีผลต่อการหลั่งน้ำนม
  • หลังถอดสามารถมีลูกได้เร็วกว่าการฉีดยาคุมกำเนิด

ข้อเสีย

  • ต้องฝังและถอดโดยแพทย์ ทำเองไม่ได้
  • บางรายอาจคลำเจอแท่งยาในบริเวณใต้ท้องแขนได้
  • ประจำเดือนอาจมาแบบกะปริบกะปรอย

ยาฉีดคุมกำเนิด

ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อของผู้หญิงในระยะเวลาตามที่แพทย์กำหนด โดยตัวยาจะค่อยๆ ขับฮอร์โมนออกมา ฉีดครั้งละ 1 เข็ม คุมกำเนิดได้นาน 3 เดือน โดยเริ่มฉีดในวันแรกของการมีประจำเดือนหรือภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน

ข้อดี

  • ราคาถูก
  • สามารถหาฉีดได้ง่าย
  • มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก
  • สะดวก ใช้งานง่าย

ข้อเสีย

  • เมื่อหยุดฉีดยังไม่สามารถมีลูกได้ทันที ต้องรออย่างน้อย 9 เดือน
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ กะปริบกะปรอย หรือไม่มีประจำเดือนเลย

ผลข้างเคียง

  • น้ำหนักขึ้น
  • ปวดหัว
  • อารมณ์แปรปรวน

แผ่นแปะคุมกำเนิด

ใช้แปะบริเวณผิวหนัง (ที่ไหนก็ได้) เพื่อให้ตัวยาในกลุ่มเอสโตรเจนสังเคราะห์ (Synthetic estrogen) และยาในกลุ่มโปรเจสติน (Progestin) ค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนควบคุมออกมาและซึมเข้าสู่กระแสเลือด  ออกฤทธิ์โดยป้องกันไม่ให้ไข่ตก

ข้อดี

  • ใช้งานง่าย สามารถอาบน้ำหรือว่ายน้ำได้ตามปกติ
  • ประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
  • หลังเลิกใช้ก็สามารถตั้งครรภ์ได้ทันที

ข้อเสีย

  • ต้องคอยเปลี่ยนแผ่นยาเมื่อครบ 7 วัน
  • อาจมีการระคายเคืองบริเวณที่แปะแผ่นคุมกำเนิด

นับวันปลอดภัย

เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ ใช้กับผู้หญิงที่มีรอบเดือนปกติ โดยจะเป็นการนับหน้า 7 หลัง 7 โดยระยะปลอดภัยที่ว่านี้ก็คือ ระยะในช่วง 7 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมารอบหน้า และระยะ 7 วันหลังจากที่ประจำเดือนมาวันแรก (ให้เริ่มนับวันแรกตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมา) เช่น ถ้าประจำเดือนมาวันที่ 25 ระยะปลอดภัยคือ 18-24 และ 25-31

ข้อดี

  • ไม่ต้องกินยา

ข้อเสีย

  • ถ้าประจำเดือนมาไม่ตรงก็อาจคลาดเคลื่อนได้ และทำให้ตั้งครรภ์ได้

ห่วงอนามัย

เป็นเครื่องมือแพทย์ชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปในโพรงมดลูกของผู้หญิง เพื่อให้สภาพในมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน สามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-10 ปี มี 2 ประเภท

  1. ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง : ในปัจจุบันที่ใช้กันอยู่จะมี 2 ชนิด คือ มัลติโหลด (มีอายุการใช้งาน 3-5 ปี) และคอปเปอร์ที (มีอายุการใช้งาน 10 ปี)
  2. ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน : มีอยู่ด้วยกัน 2 ขนาด คือ LNg14 (Skyla®) ที่ใช้คุมกำเนิดได้นาน 3 ปี และ LNg20 (Mirena®) ที่ใช้คุมกำเนิดได้นาน 5 ปี

ข้อดี

  • สะดวก ประหยัดและปลอดภัยสูง
  • มีประสิทธิภาพสูงและยาวนาน
  • มีประจำเดือนตามปกติ
  • เมื่อถอดห่วงออกก็มีลูกได้ทันที

ข้อเสีย

  • ต้องให้แพทย์เป็นผู้ใส่ให้
  • อาจมีอาการแทรกซ้อน

วงแหวนคุมกำเนิด

เป็นแหวนพลาสติกขนาดศูนย์กลาง 5.5 เซนติเมตร ตัววงแหวนนุ่มและยืดหยุ่น ไม่ละลายในร่างกาย ภายในวงแหวนพลาสติกจะบรรจุไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ใช้สำหรับใส่เข้าไปในช่องคลอดและฮอร์โมนจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อช่วยป้องกันการตั้งครรภ์

ข้อดี

  • สวมและถอดง่ายด้วยตัวเอง
  • ช่วยลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริบกะปรอย

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ใบสั่งของแพทย์ในการซื้อ
  • เมื่อใส่แล้วจะไม่คุมกำเนิดได้ทันที ต้องคุมกำเนิดอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
  • บางรายอาจระคายเคืองช่องคลอด

ทำหมัน

เป็นการตัดท่อนำไข่ ไม่ให้อสุจิเดินทางมาเจอไข่ ซึ่งการทำหมันมี 2 แบบ คือ หมันเปียกกับหมันแห้ง

  1. หมันเปียก : เป็นหมันที่ทำหลังคลอดลูก คือทำภายใน 6 สัปดาห์แรกของการคลอดลูก โดยนิยมทำกันทันทีหลังคลอดลูกเลย เพราะจะทำได้ง่าย เนื่องจากมดลูกยังมีขนาดโตและลอยอยู่ในช่องท้องเหนืออุ้งเชิงกราน จึงทำให้สามารถหาท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้ง่าย การทำหมันเปียกจะผ่าอยู่ใต้สะดือ เป็นแผลเล็กๆ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร
  2. หมันแห้ง : เป็นการทำหมันในช่วงปกติ แบบนี้จะผ่าตัดได้ยากกว่า เนื่องจากมดลูกมีขนาดปกติและอยู่ในอุ้งเชิงกราน จึงทำให้หาท่อนำไข่ได้ยากกว่าการทำหมันเปียก การทำหมันแห้งจะผ่าอยู่เหนือหัวหน่าว เป็นแผลเล็กๆ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร

ข้อดี

  • เป็นวิธีที่ดีในการวางแผนครอบครัว
  • มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในระยะยาว
  • ลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมน

ข้อเสีย

  • ต้องมีการผ่าตัดและมีแผลเป็นที่ท้อง
  • หากการทำหมันล้มเหลวอาจท้องนอกมดลูกได้

การคุมกำเนิดของผู้ชาย

ถุงยางอนามัย

ถ้าใช้อย่างถูกวิธีจะใช้คุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดต่างๆ ได้ดี

ข้อดี

  • พกติดตัวได้ง่ายและสะดวก
  • หาซื้อได้ง่าย
  • ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • บางรายอาจมีการแพ้สารเคมีที่ถุงยาง (ทั้งชายและหญิง)
  • หากมีขนาดไม่พอดีอาจทำให้ไม่มีความสุขในการใช้

การคุมกำเนิดด้วยยา

หลักการหลักๆ ของการใช้ยาคุมกำเนิดในผู้ชายคือ เข้าไปลดอัตราการผลิตจำนวนตัวสเปิร์มของเพศชาย ให้เหลือน้อยกว่า 1 ล้านตัวต่อปริมาณน้ำอสุจิ 1 มิลลิลิตร ในตอนนี้ได้มีการคิดค้นยาคุมออกมา 3 แบบซึ่งยังอยู่ในช่วงการวิจัย และยังไม่สามารถวางจำหน่ายตัวยาได้อย่างเป็นทางการ

ยาเม็ดคุมกำเนิด

มีชื่อว่า Dimethandrolone Undecanoate หรือ DMAU สังเคราะห์ขึ้นจากฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรน (Testosterone) และฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เมื่อกินเข้าไปก็จะไปหลอกกระบวนการการทำงานของร่างกาย ให้สมองหยุดสั่งการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรน ให้กินวันละ 1 เม็ดติดต่อกันทุกวัน

ผลข้างเคียง : เมื่อทดลองทานจริงกลับไม่พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่ามีผลต่อการผลิตตัวสเปิร์มหรือไม่

ยาฉีดคุมกำเนิด

เป็นการฉีดสารที่ผลิตขึ้นจากฮอร์โมนโปรเจสโตเจนและเทสโทสเทอโรน เมือนำน้ำอสุจิมาตรวจพบว่า 96% สามารถผลิตตัวสเปิร์มได้น้อยลง จนอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ทำให้ตั้งครรภ์

ผลข้างเคียง : มีฮอร์โมนเพศชายเพิ่มสูงขึ้น เกิดสิว อารมณ์แปรปรวน มีอาการซึมเศร้า บางคนมีอารมณ์ทางเพศเพิ่มมากขึ้น

เจลคุมกำเนิด

จะช่วยยับยั้งการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการผลิตตัวสเปิร์ม โดยบีบเจลประมาณครึ่งช้อนชาแล้วทาลงบริเวณแผ่นหลังและหัวไหล่ทุกวัน จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 1 นาที ให้เจลยาแห้งและซึมซาบสู่ผิวเอง

ผลข้างเคียง : แม้ว่าจะดูดซึมได้ดี อยู่ในกระแสเลือดได้นาน แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเจลยาบนผิวจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของคู่นอนหรือไม่

ทำหมัน

ทำโดยตัดท่อนำอสุจิในอัณฑะ เพื่อไม่ให้อสุจิปนอยู่ในน้ำที่หลั่งออกมา โดยการทำหมันชายนั้นเพียงแค่ฉีดยาชาก็สามารถทำได้แล้ว ไม่ได้มีการผ่าด้วยซ้ำ วิธีคือใช้คีมปลายแหลมดึงท่อนำอสุจิขึ้นมาจากอัณฑะเล็กน้อย แล้วมัดท่อนำอสุจิก่อนจะตัด เพื่อเป็นการปิดช่องทางการเดินทางของอสุจินั่นเอง

ข้อดี

  • ทำง่าย ไม่ต้องผ่าตัด แค่ฉีดยาชาก็ทำได้แล้ว
  • ปลอดภัยกว่าการทำหมันหญิง
  • ไม่มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศ

ข้อเสีย

  • ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะไม่พบเชื้ออสุจิในการหลั่ง
  • หากอยากมีลูกจะแก้หมันได้ยาก

ข้อมูลอ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



6วิธี ช่วยลูกน้อย ค้นหาพรสวรรค์
กิจกรรมของครอบครัว
15 สิ่งดีๆ ที่พ่อทำเพื่อแม่ได้
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Applied Developmental Psychology เผยว่าเด็กที่พูดได้น้อย มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์อารมณ์เสียง่ายและรุนแรงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ที่มีทักษะภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยงานวิจัยนี้ได้มีการสำรวจผู้ปกครองจากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 คนที่มีลูกเล็กอายุตั้งแต่ 12-38 เดือน เพื่อเก็บผลสำรวจจากการตอบคำถาม ในเรื่องของพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมทางอารมณ์ของลูกในแง่ของความฉุนเฉียว ผลสำรวจออกมาว่า เด็กที่พูดได้ต่ำกว่า 50 คำ หรือไม่สามารถประสมคำได้ภายในอายุ 2 ปี จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เด็กพูดช้า” โดยเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง และบ่อยกว่าเด็กที่มีทักษะภาษาระดับปกติในอัตราเกือบ 2 เท่า ซึ่งความรู้สึกหงุดหงิดง่ายและทักษะทางภาษาที่ล่าช้า นั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติทางภาษาและการเรียนรู้ในภายหลัง เด็กที่พูดช้าราว 40% จะมีปัญหาทางภาษาเรื้อรัง ที่อาจกระทบความสามารถทางวิชาการของเด็กได้ อ้างอิงจาก https://www.mcot.net/view/5dd62d74e3f8e40b2f3b6931
22 พฤศจิกายน 2562