fbpx

5 กลยุทธ์พิชิตใจลูก ไม่ให้ไปติดคนอื่นนอกจากพ่อแม่

Writer : nunzmoko
: 29 เมษายน 2562

สายใยรักและความผูกพัน เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางอารมณ์ในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ เด็กทารกอายุ 6-8 สัปดาห์ จะเริ่มจดจำใบหน้าแม่ได้ และเมื่ออายุ 6 – 9 เดือน เป็นวัยที่เด็กเริ่มแสดงออกถึงพฤติกรรมที่สื่อถึงความผูกพันลึกซึ้ง ฉะนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ลูกรักของเราไปติดคนอื่นมากกว่าตนเอง ลองไปดูทั้ง 6 กลยุทธ์พิชิตใจลูก ว่าจะมีกลยุทธ์อะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. ดูแลเอาใจใส่อยู่ใกล้ๆ ลูก

ลูกต้องการอยู่ใกล้คนที่รัก คนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจ โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัย 3 ปี (ก่อนเข้าเรียน) ที่ลูกจะได้อยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้ามากนัก หากคุณพ่อคุณแม่ทุ่มเทเวลาให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ คอยอยู่ใกล้ชิด ก็จะทำให้ลูกติดได้ไม่ยาก เช่นเดียวกันหากมีคนเลี้ยง (ญาติ หรือพี่เลี้ยง) ก็อาจทำให้ลูกติดคนเลี้ยงมากกว่าได้ ความใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความผูกพันกับลูกมากขึ้น

2. ทำกิจกรรมที่ดีร่วมกันช่วยได้

การที่คุณพ่อคุณแม่มีเวลาให้ลูกคือหัวใจของการทำให้ลูกติดเรา โดยเริ่มจากการเล่นสนุกง่ายๆ ก่อน เลิกเขินอายที่จะเข้าหาลูก การพูดคุย เล่านิทาน พาลูกไปเล่น ออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาสนุกที่เด็กชื่นชอบ ลองใช้เวลาวันละ อย่างน้อย 30 นาทีหลังกลับจากทำงานทุกวันค่อยๆ สร้างบรรยากาศสนุกสนานร่วมกัน และความคุ้นเคยให้กับลูก ลองสังเกตว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร เช่น นิทานเรื่องโปรด ของเล่นชิ้นโปรด แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นตัวช่วยในการเข้าหาลูก ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี ในช่วงแรกอย่าใส่สาระความรู้หรือจริงจังมากเกินไปเพราะจะทำให้เด็กเบื่อได้ค่ะ

3. หาจุดเด่นของตัวคุณพ่อคุณแม่ให้เจอ 

ความชอบของลูกสำคัญ โดยการลองสำรวจตัวเองว่ามีจุดเด่นอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์บ้าง เช่น สามารถเลียนแบบเสียงสัตว์ต่างๆ ได้หลายเสียง คุยเก่ง หรือชอบเล่าเรื่องสนุกๆ ลองใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการเล่นสนุก แต่ต้องไม่ลืมสีหน้า ท่าทางและแววตาที่แสดงออกมาเวลาที่เข้าใกล้ลูก ต้องยิ้มแย้ม อ่อนโยน และแสดงถึงความอบอุ่นเพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจ

4. ไม่แสดงอารมณ์ไม่ดีต่อหน้าลูก 

ลูกจะรู้สึกปลอดภัย ไว้ใจ ไม่ตื่นกลัว ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเหนื่อย หงุดหงิด โกรธหรือโมโหเรื่องอะไรมา เมื่ออยู่ใกล้ลูกไม่ควรแสดงอารมณ์หงุดหงิด โมโหหรือรำคาญต่างๆ ออกมาให้ลูกเห็น โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ลูกอาจจะยังไม่ยอมห่างจากคุณพ่อหรือคุณแม่ ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิดหรือบังคับเพราะลูกจะสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นได้ เพราะเด็กจะไม่เข้าใจ ทำให้ลูกตกใจ เกิดความกลัว ไม่อยากเข้าใกล้และยิ่งตีตัวออกห่าง หากมีเรื่องที่ไม่สบายใจ ควรปรึกษาคู่ชีวิตหลังไมค์ดีกว่าค่ะ

5. ส่งเสริมพัฒนาการของลูกให้ถูกวิธี

ส่งเสริมในสิ่งที่ดีเหมาะสม ไม่บังคับลูก เพราะพฤติกรรมบางอย่างของพ่อแม่คือการขัดขวางต่อพัฒนาการของลูก เช่น จู้จี้จุกจิก บังคับลูกให้ทำ หรือห้ามไม่ให้ลูกเล่นโดยเฉพาะในวัยเตาะแตะที่กำลังชอบสำรวจ รื้อค้น สนุกกับการเดินวิ่งเล่น คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรห้ามในเรื่องที่ดูแล้วไม่เป็นอันตราย ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งรอบข้างด้วยตัวเองบ้าง คอยมองดูและให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งนั้นได้ดี แต่ถ้าลูกกำลังจะทำสิ่งที่เห็นว่าเป็นอันตราย เช่น คว้าสิ่งของมีคม ก็ควรเข้าไปห้ามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและบอกเหตุผลกับลูก ไม่ดุว่าด้วยเสียงดังเพราะจะทำให้ลูกตกใจกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้คุณอีก อีกทั้งไม่ควรตามใจลูกแบบผิดๆ เพื่อให้ลูกมาสนใจเรา

หากลูกติดพ่อหรือแม่ฝ่ายเดียว ก็ควรช่วยกันทำให้ลูกติดทั้งพ่อและแม่ เช่น หมั่นชมอีกฝ่าย พูดถึงสิ่งดีๆ ให้ลูกฟัง หรือเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เป็นคนสร้างบรรยากาศภายในบ้าน แล้วชวนให้ลูกเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งจากที่ได้แนะนำวิธีการข้างต้นไปจะสังเกตได้ว่าทุกอย่างล้วนอยู่ที่การให้เวลากับลูก ความใกล้ชิด ดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างสม่ำเสมอ หากมีความต่อเนื่อง ความผูกพันและสายใยรักนี้ก็จะอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ทำให้ติดพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง หรือไปติดคนอื่นแน่นอนค่ะ

ที่มา – baby.kapook

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



รวม 8 Single mom สุดแกร่งในวงการบันเทิง
ชีวิตครอบครัว
10 โรงเรียนอนุบาลนานาชาติยอดฮิตในกรุงเทพ
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
วิธีรับมือเมื่อลูกอาละวาด
เด็กอายุ 2-5 ขวบ
Update
อาหาร อาหาร
ไข่เป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศที่นอกจากจะอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กแล้ว ยังหาทานได้ง่ายและมีรสชาติอร่อย รวมถึงสามารถปรุงได้หลากหลายเมนูอีกด้วย แต่ทว่าการทานไข่ที่ต่างชนิดกันก็ให้ปริมาณสารอาหารที่ต่างกันออกไป เช่นหากทานไข่ชนิดนี้มากไปจะทำให้คอเลสเตอรอลขึ้นสูงได้โดยไม่ทันระวัง วันนี้เราจะมาดูไปดว้ยกันว่าไข่แต่ละชนิดนั้นให้ปริมาณสารอาหารแตกต่างกันเท่าไหร่เพื่อให้ง่ายต่อคุณแม่ที่จะนำไปประกอบอาหารให้แก่ลูกน้อยค่ะ ไข่ไก่ เป็นไข่ที่มีความนิยมสูงสุดในการนำมาประกอบอาหารเพราะหาง่าย ทานแล้วอิ่มอยู่ท้อง สามารถทำมาทำได้ทั้งอาหารคาวและหวานเหมาะสำหรับเด็กที่ชอบรับประทานอาหารเมนูไข่ สารอาหารที่จะได้รับจากไข่ไก่นั้นมี พลังงาน 160 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 12.3 กรัม ไขมัน 11.7 กร้ม ไข่เป็ด มีขนาดที่พอๆกับไข่ไก่หรืออาจใหญ่กว่า เป็นไข่ที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่มากกว่าเด็กเพราะกลิ่นนั้นมีความคาวกว่าแต่รสชาตินั้นให้ความกลมกล่อมและสีสันที่สวยของไข่แดง การนำมาประกอบอาหารจึงมักจะถูกนำไปใช้ทำขนมหวานเพื่อความน่ากิน หากเด็กบ้านไหนชอบขนมฝอยทอง ทองหยิบทองหยอดหรือสังขยามากๆก็แปลได้ว่าหลงรักในรสชาติและความสวยของไข่เป็ดเข้าแล้ว สารอาหารจากไข่เป็ดนั้นมี พลังงาน 186 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 12.3 กรัม ไขมัน 14.3 กรัม ไข่นกกระทา ไข่จิ๋วแต่แจ๋ว ทานเพลินจนหยุดไม่ได้ มีความอร่อยและทานง่ายกับเด็กเล็กด้วยขนาดพอดีมือพอดีคำแต่เพราะทานง่ายนี่แหละจึงทำให้เรามักเผลอหยิบเข้าปากไปโดยไม่ระวังจนในที่สุดก็เป็นการทานมากกว่าจำเป็นและคอเรสเตอรอลเกินในที่สุด ซึ่งสำหรับเด็กๆที่ทานน้อยจนทำให้ได้รับสารอาหารไม่พอเพียง ไข่นกกระทาจึงเหมาะมากสำหรับการทานเพียงไม่กี่คำเพราะสารอาหารในไข่นกกระทาฟองเดียวนั้นมี พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 13.3 กรัม ไขมัน 12 กรัม เลือกไข่แบบไหนจึงดีกับการเจริญเติบโตของเด็ก ไข่DHAหรือไข่ที่มี Omega3 ช่วยเสริมสร้างพัฒนาความจำ ไข่ไอโอดีน ช่วยพัฒนาสมองในการเรียนรู้ ไข่ออร์แกนิก มีสารอาหารมากกว่าไข่ปกติ ช่วยพัฒนาการเจริญเติบโต เมนูแนะนำสำหรับไข่แต่ละชนิด ไข่ไก่ ไข่ตุ๋น, แกงจืดไข่น้ำ ไข่เป็ด พะโล้ไข่เป็ดต้ม, ไข่เจียวยัดไส้ ไข่นกกระทา ไก่ปั้นไส้ใข่นกกระทา, ไข่นกกระทาลูกเขย สำหรับเด็กอ่อนอายุเกิน 6 เดือน ทานเมนูที่เป็นไข่แดงสุกบดผสมกับข้าวหรือแครอท, ฟักทองต้มบดละเอียด คำเตือน หากเด็กมีอาการแพ้สารอาหารที่อยู่ในไข่ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนในไข่แดงหรือขาว ควรได้รับการตรวจกับแพทย์และทานอาหารอย่างอื่นเสริมแทน ที่มา : rakluke,…
16 สิงหาคม 2562