fbpx

ทำอย่างไรให้ใจของลูกไม่สลาย หากพ่อแม่แยกทางกัน

Writer : Jicko
: 31 พฤษภาคม 2562

เมื่อชีวิตคู่ของพ่อแม่ไปต่อไม่ได้ มีความขัดแย้งกันในครอบครัว ย่อมทำให้เกิดการเลิกลากันระหว่างคนเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งเป็นเรื่องของคนสองคน ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องหย่าร้างกับพ่อแม่ด้วย 

อย่างไรก็ตามการหย่าร้าง หรือการที่พ่อแม่ต้องแยกทางกันนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่หรอกนะคะ หากครอบครัวมีความขัดแย้งกันมากๆ ยิ่งอยู่ด้วยกันไปเด็กก็จะมีความเครียดอย่างรุนแรงกว่า ดังนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่แยกกันอยู่  แต่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำอย่างไร ถึงจะส่งผลดีกับตัวเองและลูกน้อยล่ะคะ

ความขัดแย้งในครอบครัวนั้น แน่นอนค่ะมันส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเด็กๆ ทำลายความอบอุ่นภายในครอบครัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การพูดจา เด็ๆ สามารถสัมผัสพลังงานลบนี้ได้ โดยเฉพาะช่วง เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 19 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตนั้นเองค่ะ

สิ่งที่พ่อแม่ต้องเตรียมตัว

1.ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่กับปัจจุบัน แล้วเดินต่อไปข้างหน้า

2.ดูแลตัวเอง ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมจ่อมกับความรู้สึกและความคิด

3.วางแผนให้ดีเรื่องค่าเลี้ยงดูลูก ควรตกลงกันตามกฎหมาย 

4. ร่วมมือกันเพื่อเลี้ยงลูก และยังคงความสัมพันธ์ที่ดีในฐานะพ่อของลูกและแม่ของลูก

5.อย่ารีบหาใครมาทดแทนคนรักเดิม เวลาเศร้าหรือเหงาก็ตาม

 

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวสำหรับลูก

1.สร้างความมั่นใจกับลูกเสมอว่า การที่พ่อแม่แยกทางกันไม่ได้มีสาเหตุมาจากลูก ถึงแม้พ่อแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ยังไงก็ยังคงรักลูกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

2.การบอกความจริงกับลูก ทั้งคุณพ่อคุณแม่ควรร่วมกันพูดคุยเรื่องการหย่ากับลูก เพราะในระยะยาวจะทำให้เขาสามารถปรับตัวได้ดีกว่า ให้ลูกรู้ในสิ่งที่ควรรู้ สร้างความมั่นใจเกี่ยวกับอนาคต และเปิดโอกาสให้เด็กได้ถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ แต่คำตอบจากคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นภาษาที่เหมาะสมกับวัยของเด็กนะคะ จุดสำคัญก็คือถึงแม้พ่อแม่จะแยกทางกันไม่ได้อยู่ด้วยกันครบเหมือนเมื่อก่อน แต่เราก็ยังคงรักลูกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

3.รักษาสภาพความเป็นอยู่ให้ใกล้เคียงชีวิตเดิมของลูกเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในระยะแรก และหากลูกยังสามารถเรียนโรงเรียนเดิมได้ หรือยังทำกิจกรรมที่เขาชอบได้ เหมือนเดิม  เขาก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ

4.ปฎิบัติต่อลูกด้วยความรักและเอาใจใส่เหมือนเดิมเดิม ไม่ว่าลูกจะอยู่กับใครก็ตาม แรกๆ เด็กๆ อาจจะยังไม่เข้าใจและแสดงความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ถ้าเรายังใส่ใจและปฏิบัติต่อลูกเหมือนเดิม เขาจะเข้าใจและค่อยๆ ปรับตัวและสามารถรับรู้ได้ว่าพ่อแม่ยังคงรักลูกเหมือนเดิมนะคะ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.การด่าต่อหน้าลูก ซึ่งจะพบได้บ่อยมาก มักจะเกิดในคุณพ่อคุณแม่ที่เจ็บปวดกับการกระทำของอีกฝ่าย และทำการระบายด้วยการด่ากัน ต่อหน้าลูกให้เขาฟัง

2.ดึงลูกให้มาเป็นฝ่ายตน เช่น “ถ้าลูกไปคุยกับพ่อ แม่จะไม่รักลูกนะ” ซึ่งบางคนก็กีดกัน และแสดงความไม่พอใจที่ลูกไปยุ่งกับอีกฝ่าย

3.ทำให้ลูกเป็นผู้ส่งสาร เช่น พ่อบอกให้ลูกไปบอกแม่ว่า “เสาร์ อาทิตย์นี้พ่อไม่อยู่นะ ฝากบอกแม่ด้วย” แต่ทันใดที่ลูกไปบอกแม่ แม่ก็บอกลูกให้ไปบอกพ่อต่อว่า “เออ จะไปตายที่ไหนก็ไปเถอะ”

4.บังคับลูกให้เลือกว่าจะอยู่กับใคร สิ่งที่จะทำให้เด็กรู้สึกผิดมากๆ หากเขาไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางคนก็กลัวว่าพ่อหรืแม่ถ้าเลือกใครไปแล้ว จะเลิกรักเขา

 

จากบทความข้างต้นที่กล่าวมา ก็อยากจะฝากคุณพ่อคุณแม่ให้ควรระวังการปฏิบัติตนกับลูกให้มากๆ ไม่ควรระบายความโกรธ หรือสิ่งที่ไม่ควร ต่อหน้าลูก ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิด ถึงแม้การหย่าร้างของพ่อแม่จะเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมมือกันรักษาใจของลูกให้ไม่สลายให้มากที่สุด เพราะลูกสำคัญที่สุดในชีวิตนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : thepotential, สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



31 มีนาคม 2563
ชีวิตครอบครัว ชีวิตครอบครัว
24 ธันวาคม 2562
รอยยิ้ม ที่ไม่มีวันจางหายไป
ชีวิตครอบครัว
8 กิจกรรมดีต่อ IQ และ EQ
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ในระยะหลัง เราเห็นคอนเทนต์ที่มีเด็กเป็นตัวละครนำหรือตัวละครหลักอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ปกครองทำคอนเทนต์ หรือครูและอาจารย์ถ่ายนักเรียนขอตนเองลงในช่องทาง ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่มักเป็นการตัดผมเด็ก, เด็กร้องไห้, ถูกแกล้งเพื่อบันทึกภาพไว้มาลงเป็นเรื่องตลก ทำให้คุณหมอเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน หรือคุณหมอโอ๋ ( ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ) ต้องออกมาโพสแสดงความเห็นเพื่อให้บรรดาอาจารย์และผู้ปกครองฉุกคิด “เด็กนักเรียนไม่ใช่เครื่องสร้างคอนเทนท์ เด็กนักเรียน ไม่ใช่เครื่องมือสร้างคอนเทนท์ให้ครู พ่อแม่ควรรู้ ว่านี่คือเรื่องของการละเมิดสิทธิ อะไรที่ลงในโลกออนไลน์ ‘มันจะอยู่ที่นั่นตลอดไป’ เด็กๆ หลายคนไม่ได้เต็มใจให้ครูเอาพวกเขาไปเรียกยอดไลก์ แต่อำนาจที่สูงกว่า ทำให้เด็กหลายคนไม่กล้าปฏิเสธ Social bullying ในเด็ก หลายครั้งเกิดจากการเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่ ครูมีหน้าที่พิทักษ์สิทธิของเด็ก โรงเรียนมีหน้าที่กำกับ การละเมิดสิทธิผู้อื่นของครู กระทรวงศึกษามีหน้าที่ทำให้ครูเกิดความเข้าใจ และออกกฎกติกา เพื่อทำให้ไม่เกิดการเลียนแบบและทำกันอยู่ซ้ำๆ พ่อแม่มีหน้าที่ปกป้องสิทธิของลูก ด้วยการส่งเสียงไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น สังคมมีหน้าที่ไม่สนับสนุนการกระทำ ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กซ้ำๆ เหล่านี้ ก่อนลงอะไรในโลกออนไลน์ ช่วยถามตนเองซ้ำๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำมันเกิดประโยชน์กับใคร และเด็กๆ เค้าได้อะไรจากสิ่งเหล่านี้? จาก หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ผู้เชื่อว่าคุณครูคือผู้ที่เด็กเห็นเป็นแสงสว่างและเป็นแบบอย่างที่ดี ฝากด้วยนะคะ กระทรวงศึกษาธิการ Ministry of Education” โดยข้อความดั่งกล่าวของคุณหมอนั้น มุ่งเน้นให้ผู้ใหญ่ ตระหนักรู้ได้ถึงสิทธิของตัวเด็ก และเคารพในตัวตนของเขา เพราะสิ่งที่ถ่ายและโพสลงไปแล้ว มันจะอยู่ในโลกออนไลน์ตลอดไป เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขหรือลบออกได้หมดเมื่อสิ่งนั้นได้ทำการเผยแพร่ไปแล้ว จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสียงหยุดการละเมือสิทธิ์ของเด็ก และส่วนที่ควรเข้ามาส่วนช่วยที่สุดคือกระทรวงการศึกษา ที่ต้องคอยควบคุมและดูแลให้บุคลากรทางการศึกษาระมัดระวังการถ่ายหรือการบันทึกภาพเด็กมาลงโซเชียล รวมถึงผู้ปกครองก็ต้องมีความยัง้คิด และนึกถึงความรู้สึกของลูกเป็นหลัก อ้างอิงจาก https://www.sanook.com/health/35365/
18 สิงหาคม 2565

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save