9 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์

Writer : nunzmoko
: 8 มกราคม 2561

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่กำลังรอคอยลูกน้อยอยู่ล่ะก็ วันนี้เรามีสัญญาณ 9 ข้อ ที่จะทำให้คาดเดาได้ก่อนว่าคุณแม่มีแนวโน้มที่จะตั้งครรภ์ เพราะกว่าจะใช้อุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์หรือไปหาคุณหมอได้ก็ต้องรอจนกว่าประจำเดือนจะมาช้าไป 5-10 วัน ไปดูกันค่ะว่ามีสัญญาณไหนบ่งบอกบ้าง

1. ประจำเดือนมาช้า

สาเหตุที่ประจำเดือนขาดในช่วงการตั้งครรภ์นั้นเป็นเพราะเมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะการตั้งครรภ์ ร่างกายจะผลิตฮอร์โปรเจสเตอโรนเป็นจำนวนมากที่เป็นตัวทำหน้าที่ในการหยุดยั้งการมีประจำเดือน และช่วยให้คุณแม่มีครรภ์ที่แข็งแรง ถ้าขาดเกิด 10 วัน ควรซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจดูก่อนค่ะ อย่างไรก็ตามการขาดของประจำเดือนก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องตั้งครรภ์เสมอไป เพราะอาจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในร่างกาย เช่น สตรีที่เพิ่งมีประจำเดือน, สตรีวัยกำลังหมดประจำเดือน, คุณแม่หลังคลอดที่กำลังให้นมลูก, การเดินทางหรือการย้ายที่อยู่, มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง รู้สึกเครียดมากจนเกินไปจนทำให้ไข่ไม่ตก เป็นต้น

2. จมูกไว

ผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้คุณกลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็จะรู้สึกเหม็นจนอยากอาเจียนไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจากอาหาร, กลิ่นกาแฟถ้วยโปรด, หรือแม้แต่น้ำหอมที่เคยชอบ

3. คัดหน้าอก

อาการคัดตึงเต้านมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ บางคนอาจรู้สึกได้ว่ามีอาการคัดตึงเต้านม หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยบริเวณหัวนม ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์แรก ตลอด 9 เดือน หน้าอกของคุณจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นไปตามอายุครรภ์ หน้าอกอาจนุ่มขึ้น, วงปานนมมีสีเข้มขึ้น หรือเห็นเส้นเลือดดำบริเวณเต้านมได้ชัดเจน

4. คลื่นไส้อาเจียน

อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเริ่มต้นในสัปดาห์ที่ 6 หลังการปฏิสนธิ แต่คุณแม่บางคนก็อาจอออกอาการตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งถ้ารู้สึกว่าอาเจียนหนักมาก และสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยด่วนค่ะ

5. อยากอาหาร/เบื่ออาหาร

โหยของเปรี้ยวๆ ที่ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ แต่กลับเอียนอาหารโปรด ผลการวิจัยชี้ว่า คุณแม่ตั้งครรภ์กว่าร้อยละ 90 จะอยากกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ (คุณแม่ฝรั่งส่วนใหญ่จะโหยไอศครีม ขณะที่คุณแม่ชาวเอเซียชื่นชอบผลไม้มากกว่า) ตรงกันข้าม คุณแม่ร้อยละ 50-85 จะเกิดอาการเกลียดอาหารบางชนิดในระหว่างการตั้งครรภ์

6. อารมณ์เหวี่ยง

อารมณ์เหวี่ยงหงุดหงิดนี้จะเป็นบ่อยในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ สาเหตุก็คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง จริงๆ ก็เป็นอาการปกติช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่แม่ท้องจะอารมณ์เหวี่ยงนานกว่า และดูรุนแรงกว่าค่ะ

7. รู้สึกอ่อนเพลีย

รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า อยากนอนหลับตลอดเวลา เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นมีผลทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัวเหมือนยากล่อมประสาท ภายในร่างกายมีการเผาไหม้อาหารหรือใช้พลังงานอย่างมากในการพัฒนาทารกในครรภ์ ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงและสูญเสียพลังงานมากขึ้นในไตรมาสที่หนึ่ง และจะทุเลาลงเมื่อเข้าไตรมาสที่สอง ในระหว่างนี้คุณแม่ควรรีบเข้านอนทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก โปรตีน และดื่มน้ำให้มากขึ้น ที่สำคัญควรเลี่ยงชากาแฟ ขนมหวาน และงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ค่ะ

8. ท้องผูก/ตัวบวม

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอาจไปกระตุ้นให้กระบวนการย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานช้าลง พาให้ท้องผูกและตัวบวม แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น และกินอาหารที่มีกากใยสูง หรือกินอาหารที่ช่วยระบาย เช่น ผัก ผลไม้ เป็นต้น

9. มีอาการหน้ามืดเป็นลม

ปริมาณน้ำตาลหรือความดันโลหิตที่ลดลง อาจส่งผลให้คุณแม่รู้สึกหน้ามืดตาลายได้ ดังนั้น คุณแม่ควรทานอาหาร ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ

สัญญาณ 9 ข้อที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามีแนวโน้มที่จะตั้งครรภ์ ก็ควรไปตรวจครรภ์กับสูติแพทย์เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจน และเตรียมตัวฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ ทันทีที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกับลูกน้อยในครรภ์มากที่สุดค่ะ

ที่มา – todaysparent.com

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



สิทธิประโยชน์ “ฝากครรภ์ฟรี” ปี 60
ข้อมูลทางแพทย์
ท้องตอนอายุ 35 มีปัญหาหรือไม่ ?
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
กล้องวงจรปิดอาจเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่เด็กๆ เมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน แต่ในทางกลับกันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกถูกจับผิดมากกว่าได้รับการปกป้อง ผลการสำรวจโรงเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายในสหรัฐฯ มากกว่า 54,000 แห่ง พบว่าการว่าจ้างเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยประจำโรงเรียน เเละการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายนอกตัวอาคารของโรงเรียนช่วยให้เด็กนักเรียนรู้สึกปลอดภัยขึ้น เเต่การติดตั้งกล้องวงจรปิดในตัวอาคารของโรงเรียน กลับทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งมีกล้องถ่ายภาพในโรงเรียนมากขึ้นเท่าใด เด็กนักเรียนบอกว่ายิ่งรู้สึกปลอดภัยน้อยลง เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกสอดส่องหรือจับผิด เเชนนอน เบนเน็ท (Shannon Bennett) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาวัยรุ่น และผู้อำนวยการด้านจิตวิทยาคลีนิกที่ศูนย์ศึกษาความวิตกกังวลในวัยรุ่น กล่าวว่า ผลการศึกษาใหม่นี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยไม่ช่วยให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเสมอไป การติดกล้องวงจรปิดอาจช่วยแก้ปัญหาการรังแกในโรงเรียนได้ แต่ต้องมีการชี้แจ้งอย่างชัดเจนว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดีโอที่ได้ไปใช้อย่างไร นอกจากนี้การรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนด้วยการสร้างบรรยากาศทางสังคมทางบวก ให้นักเรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มีคุณค่า ได้รับความเคารพและเข้าอกเข้าใจจากครูและผู้ใหญ่ในโรงเรียน อาจจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงต่างๆ ในโรงเรียนได้ อ้างอิงจาก voathai.com/
18 ตุลาคม 2561