fbpx

วิธีดูแลและป้องกัน 5 โรคระบาดที่มักเจอในโรงเรียนอนุบาล

Writer : Lalimay
: 19 พฤศจิกายน 2561

เมื่อเปิดเทอม ปัญหาอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักเจอคือการเจ็บป่วยของลูก โดยเฉพาะในเด็กวัยอนุบาลที่ภูมิคุ้มกันยังไม่ค่อยดีมากนัก เมื่อมีเด็กคนนึงในห้องเรียนป่วย คนอื่นๆ จึงพากันติดได้อย่างง่ายดาย วันนี้เราจึงนำ 5 โรคที่เด็กๆ มักติดมาจากโรงเรียนอนุบาล รวมไปถึงวิธีการดูแลเมื่อลูกไม่สบายและวิธีป้องกันมากฝากค่ะ

โรคมือ เท้า ปาก

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคที่พบได้บ่อย เช่น คอกซากีไวรัส เอ16 (coxsackievirus A16) ที่ไม่รุนแรงมาก และเอนเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71) ที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต มักพบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยการติดต่อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากจมูก น้ำลาย และติดต่อโดยอ้อมจากของเล่นหรือสิ่งที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ อาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ

อาการ

  • มีอาการคล้ายไข้หวัด เป็นไข้ประมาณ 5-7 วัน
  • มีแผลร้อนในเกิดขึ้นในปากหลายแผล
  • มีตุ่มน้ำใสที่มือและเท้า

วิธีดูแล

ไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะ ให้รักษาตามอาการ เช่น กินยาลดไข้ ให้กินอาหารเหลาวๆและพยายามให้ดื่มน้ำมากๆ และควรให้ลูกหยุดเรียนรักษาจนหายเสียก่อน

วิธีป้องกัน

  • ให้ลูกล้างมือบ่อยๆ
  • พยายามสอนไม่ให้ลูกเอาของเล่นเข้าปาก
  • พยายามทำความสะอาดของเล่นอยู่เสมอ

ไวรัส RSV

เชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยเชื้อไวรัสจะมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายได้หลายชั่วโมงโดยอาศัยอยู่ตามวัตถุต่างๆ และแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอหรือการจาม

อาการ

เริ่มตั้งแต่มีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ จนถึงอาการรุนแรง เช่น หายใจเร็ว หอบเหนื่อยเนื่องจากปอดอักเสบ กินข้าวได้น้อย ซึมลง

วิธีการดูแล

หากลูกมีอาการป่วยควรให้ลูกหยุดเรียน และปิดปากเมื่อไอหรือจาม ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อเพิ่มความเจือจางในเสมหะหรือน้ำมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

วิธีป้องกัน

  • ล้างมือบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กับผู้ติดเชื้อ (ป้องกันการติดเชื้อผ่านน้ำมูก น้ำลาย)
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น
  • ทำความสะอาดของเล่น ของใช้และสนามเด็กเล่นอยู่เสมอ

ท้องร่วง

ท้องร่วงส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก “เชื้อโรต้าไวรัส” และมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยติดเชื้อจากการรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด รวมไปถึงสัมผัสกับสิ่งของมีมีการปนเปื้อนเชื้อจากอึของเด็กๆ

อาการ

  • ปวดท้อง
  • ถ่ายบ่อยและเหลวเป็นน้ำ
  • มีไข้และอาเจียนร่วมด้วย
  • ก้นจะแดง

วิธีดูแล

ให้ลูกจิบสารละลายเกลือแร่น้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้ขาดน้ำ อย่างดอาหาร เน้นอาหารจำพวกแป้งและโปรตีน ให้กินทีละน้อย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเส้นใยสูง

วิธีป้องกัน

  • รับการหยอดวัคซีนที่ดรงพยาบาล
  • ล้างมือทุกครั้งที่หยิบจับของสกปรก
  • ทำความสะอาดของเล่น ของใช้บ่อยๆ

 

อีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสหรือไข้สุกใสเป็นโรตติดต่อที่พบบ่อยเพราะแพร่กระจายได้เร็วเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella zoster virus: VZV) พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะในเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป โดยการติดต่อเกิดจากการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วยที่ปนอยู่ในอากาศ ละอองไอ การจาม รวมไปถึงสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรงทั้งสัมผัสผื่นที่ผิวหนังรวมไปถึงของใช้ต่างๆ

อาการ

  • มีไข้ ปวดหัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ
  • ไม่ค่อยอยากอาหาร
  • มีผื่นขึ้นเป็นจุดแดงๆ ตามร่างกายและกลายเป็นตุ่มน้ำพองขนาดเล็ก คันมาก

วิธีดูแล

รักษาประคับประคองตามอาการ กินยาลดไข้ พักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำมากๆ อาจทายาแก้คันเพื่อลดความคันได้ และตัดเล็บให้สั้น ที่สำคัญควรให้ลูกหยุดเรียนและแยกเครื่องใข้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

วิธีป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส
  • ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของลูกบ่อยๆ

 

ตาแดง

ตาแดงที่เด็กๆ มักเป็นกันบ่อยคือเยื่อบุตาอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส Adenovirus หรือ Picornavirus เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมากๆ เป็นโรคที่พบได้เกือบตลอดปี แต่พบได้บ่อยในหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเปิดเทอมพอดี โดยการติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง เชื้ออาจปนเปื้อนอยู่ตามนิ้วมือผู้ป่วยเมื่อไปสัมผัสสิ่งของ คนที่มาสัมผัสต่อแล้วเอามือไปขยี้ตาก็จะติดเชื้อไปด้วย

อาการ

  • เริ่มมีอาการน้ำตาไหล เจ็บตา
  • มักจะมีขี้ตาเป็นเมือกใสหรือสีเหลืองอ่อน
  • ในตอนแรกจะเป็นกับตาข้างเดียว แต่อีก 2-3 วันถัดมาอาจลุกลามมายังตาอีกข้างหนึ่งได้
  • เป็นมากในช่วง 4-7 วันแรก และจะหายได้เองภายใน 1-2 อาทิตย์

วิธีดูแล

โรคนี้ไม่มียารักษาเฉพาะ จะรักษาตามอาการ ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบ งดใช้สายตา งดเล่นโทรศัพท์มือถือและถ้าใช้ทิชชู่หรือสำลีเช็ดขี้ตาควรทิ้งในถังขยะที่มิดชิด ควรให้ลูกหยุดเรียน

วิธีป้องกัน

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะขยี้หรือสัมผัสตา
  • ไม่คลุกคลีและใช้สิ่งของร่วมกับคนที่เป็นโรคตาแดง
  • อย่าให้แมลงวัน แมลงหวี่มาตอมตา
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย
  • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



เด็กวัยเข้าโรงเรียน เด็กวัยเข้าโรงเรียน
30 มิถุนายน 2560
10 โรงเรียนน่าสนใจ ประจำปี 2017
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
7 เทคนิคง่ายๆ ฝึกให้ลูกกินข้าวเอง
ช่วงวัยของเด็ก
Update
ข่าว ข่าว
ก่อนปรุงอาหาร แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนจะต้องล้างเนื้อสัตว์ก่อนนำมาปรุงอาหารใช่ไหมคะ เพราะคิดว่าจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและทำให้เราปรุงอาหารได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ความคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนไป เมื่อมีรายงานว่าการล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุงไม่ได้ช่วยทำให้สะอาดขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายไปยังวัตถุดิบอื่นๆ รายงานของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการล้างเนื้อไก่ดิบ และกล่าวอีกว่า ถึงแม้รายงานนี้อาจจะขัดต่อความเชื่อและความรู้สึกของผู้ทำอาหารจำนวนมาก แต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงเหตุผลที่ไม่ควรล้างเนื้อไก่ดิบก่อนปรุงอาหาร เพราะในความเป็นจริงการล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุงกลับยิ่งทำให้แบคทีเรียก่อโรค เช่น ซาลโมเนลลา แพร่กระจายไปทั่วชิ้นเนื้อ และเมื่อเราสัมผัสเนื้อไก่ดิบที่มีเชื้อโรคแล้วไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่ พอไปจับอุปกรณ์ทำอาหารหรือวัตถุดิบอื่นก็ยิ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้การใช้น้ำประปาล้างเนื้อสัตว์ดิบทุกชนิดก่อนปรุงอาหารล้วนเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายกว่าเดิม โดย USDA ยืนยันว่าเชื้อแบคทีเรียที่พบในเนื้อสัตว์จะตายและบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตราย หากปรุงสุกด้วยความร้อนขั้นต่ำตั้งแต่ 62-73 องศาเซลเซียส ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าเนื้อสัตว์ที่จะใช้มีคราบหรืออยากกำจัดชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการก็ให้ใช้กระดาษเปียกซับคราบหรือดึงชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง จากนั้นต้องล้างมือด้วยสบู่ให้ทั่วไม่ต่ำกว่า 20 วินาที และทำความสะอาดอ่างล้างจานก็เตรียมวัตถุดิบอื่นๆ ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายต่อเชื้อโรคได้ อ้างอิงจาก voicetv.co.th fsis.usda.gov
23 สิงหาคม 2562