fbpx

5 วิธีสอนภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ ให้ลูกได้ที่บ้าน

Writer : Lalimay
: 6 พฤศจิกายน 2562

Good morning~ คุณพ่อคุณแม่รู้ใช่ไหมคะว่า ‘ภาษาอังกฤษ’ เป็นภาษาที่ 2 ที่มีความสำคัญในยุคปัจจุบันมากๆ ค่ะ ดังนั้นไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบสองภาษา จนทำให้เรารู้สึกอยากจะลองเลี้ยงลูกแบบสองภาษาดูบ้าง ซึ่งการเลี้ยงลูกแบบสองภาษานั้น ฟังแล้วอาจดูเหมือนยาก แต่ที่สำคัญคือความสม่ำเสมอของทั้งคุณแม่และคุณลูก วันนี้เราจึงมี 5 เทคนิคในการสอนภาษาอังกฤษให้ลูกง่ายๆ ได้ที่บ้านมาฝากค่ะ จะมีอะไรบ้างตามไปดูกันเลย!

วิธีที่ 1 : ติด Post It คำศัพท์ทั่วบ้าน

สิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็กๆ ในการเรียนภาษาอังกฤษคือคลังคำศัพท์ค่ะ เพราะคำศัพท์เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกเข้าใจความหมายและนำมาใช้ได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นวิธีแรกที่เรานำมาฝาก คือ การใช้โพสต์อิตหรือเจ้ากระดาษสีๆ ที่ไว้แปะเพื่อเตือนความจำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการเพิ่มคลังคำศัพท์ให้ลูกนั่นเอง แถมยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายและมีอยู่ในบ้าน

โดยโพสต์อิตจะช่วยให้ลูกสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายมากขึ้น  เพียงแค่คุณแม่เขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษลงไปในโพสต์อิตแล้วนำไปแปะตามสิ่งต่างๆ ภายในบ้านให้ตรงกับสิ่งที่เขียน เช่น เขียนว่า “Wall”  ก็นำไปแปะที่ “กำแพง” วิธีนี้จะเป็นการทวนความจำและคอยย้ำทุกครั้งที่ลูกเดินผ่านมาเห็นค่ะ อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยให้ลูกสามารถจำคำศัพท์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเมื่อลูกเห็นคำศัพท์นั้นแปะอยู่บนสิ่งของก็จะรับรู้อัตโนมัติว่าของชิ้นนั้นภาษาอังกฤษคืออะไร โดยไม่ต้องมานั่งแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากการแปะไว้เฉยๆ แล้ว คุณแม่ยังสามารถนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นเกมง่ายๆ ได้ด้วยนะคะ คือ ให้คุณแม่เขียนคำศัพท์ลงบนโพสต์อิต แล้วให้เจ้าตัวเล็กนำคำศัพท์นี้ไปแปะให้ถูกต้อง เช่น เขียนว่า Vase แล้วยื่นโพสต์อิตให้ลูก ลูกก็ต้องนำไปแปะที่สิ่งของให้ถูกต้องนั่นเอง

 

วิธีที่ 2 : เรียนรู้คำศัพท์จากสิ่งรอบตัว

วิธีต่อมารับรองว่าคุณพ่อคุณแม่ทำตามได้แน่นอน นั่นก็คือการเรียนรู้คำศัพท์จากสิ่งรอบตัว รวมไปถึงการพูดภาษาอังกฤษกับลูกในชีวิตประจำวันค่ะ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากกก ในการเริ่มต้นสอนภาษาอังกฤษให้ลูกที่บ้าน โดยเราสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็ก แรกเริ่มคือพยายามพูดกับลูกบ่อยๆ พูดไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทักทาย หรือถามว่าเขาหิวไหม เป็นคำถาหรือคำบอกเล่าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  เพียงเท่านี้ก็เป็นการเพิ่มคลังคำศัพท์ให้ลูก เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการฟังเป็นอย่างแรก

แต่คุณแม่ไม่ควรไปเร่งเร้าให้ลูกเข้าใจหรือพูดได้ตั้งแต่แรกนะคะ เพราะเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่ในช่วงแรกลูกอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าแม่พูดอะไร หรือคำๆ นี้หมายถึงอะไร แต่เมื่อนานไปลูกจะเริ่มเข้าใจ และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับเรา อย่างที่บอกไปค่ะว่าคุณแม่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับลูกได้ทุกเรื่องเลยนะคะ ตั้งแต่ตื่นนอน อาหารการกิน การเข้าห้องน้ำ รวมไปถึงการเรียนรู้คำศัพท์จากสิ่งรอบตัว

หรือบางทีเราอาจจะใช้ภาษาอังกฤษไปในบางสถานการณ์ที่เรากำลังทำ เช่น เราอาจจะชวนลูกเข้าครัวแล้วสอนคำศัพท์ต่างๆ เกี่ยวกับการทำอาหาร ตั้งแต่เรื่องวัตถุดิบ วิธีการทำ รวมไปถึงพูดคุยขั้นตอนทำอาหารเป็นภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ เพราะนอกจากลูกจะได้เรียนรู้เรื่องคำศัพท์แล้วยังช่วยให้ลูกได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเองอีกด้วยค่ะ

 

วิธี 3 : ดูการ์ตูนภาษาอังกฤษ

มาถึงวิธีที่ 3 กันแล้วค่ะ ขอบอกเลยว่าวิธีนี้ต้องโดนใจเจ้าตัวเล็กอย่างแน่นอน นั่นคือการดูการ์ตูนภาษาอังกฤษยังไงล่ะคะ อย่างที่บอกว่าเด็กเรียนรู้ได้ดีจากการฟัง ยิ่งเป็นเรื่องของภาษาด้วยแล้วการที่ให้ลูกฟังบ่อยๆ ก็จะทำให้เขาซึมซับภาษาเหล่านั้นได้มากขึ้น ซึ่งการ์ตูนคือสิ่งที่จูงใจให้ลูกสนใจที่จะฟัง ด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน แต่มีข้อสำคัญต้องที่จะต้องเป็นการ์ตูนที่มีประโยชน์และผ่านการเลือกสรรจากคุณพ่อคุณแม่แล้วเท่านั้นนะคะ

โดยการดูการ์ตูนจะช่วยให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ ได้ไวขึ้นจากเรื่องราวที่เขาดู ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์เกี่ยวกับสัตว์น้ำ สัตว์บก ชีวิตประจำวัน หรือสิ่งของรอบตัว นั่นเป็นเพราะเด็กชอบดูอะไรซ้ำๆ คุณแม่ก็เห้นใช่ไหมคะว่าการ์ตูนตอนนึงลูกวนดูได้เป็น 10 รอบจึงทำให้เขาจดจำและลองพูดตามการ์ตูนที่ตนเองดู (ซึ่งแม่ๆ อย่างเราก็ได้ยินจนร้องเพลงและพูดตามได้แล้วเหมือนกัน)

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน ถึงแม้ว่าการ์ตูนจะมีประโยชน์ในแง่ของการฝึกฝนภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ควรให้ลูกดูมากจนเกินไปนะคะ ควรจำกัดเวลาในการดูให้ไม่เกิน 30 นาทีต่อวัน และมีระยะห่างระหว่างจอกับสายตาของลูกอย่างน้อย 2 เมตร ที่สำคัญคือการ์ตูนทุกเรื่องที่ลูกดู จะต้องผ่านการคัดกรองโดยคุณพ่อคุณแม่ก่อน นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องนั่งดูกับลูกด้วยทุกครั้ง เพื่อที่เราจะได้คอยสอนหรืออธิบายในสิ่งที่ลูกไม่เข้าใจ อย่าลืมนะคะว่าเราควรให้การ์ตูนเป็นสื่อที่ช่วยสนับสนุนเวลาที่เราอยู่กับลูก ไม่ใช่ปล่อยเขาไว้เพียงลำพัง

 

วิธี 4 : อ่านนิทานภาษาอังกฤษก่อนนอน

Once upon a time! ถึงเวลาการเล่านิทานแล้วค่าา วิธีนี้เป็นวิธีที่ 4 ที่คุณพ่อคุณแม่ทำตามกันได้ง่ายๆ นั่นคือการอ่านนิทานภาษาอังกฤษนั่นเอง โดยการอ่านนิทานเป็นวิธีที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ และสนุกสนาน ซึ่งอาจเริ่มจากนิทานที่มีภาพใหญ่ๆ ข้อความน้อยๆ อาจจะเป็นนิทานที่เสริมสร้างคุณธรรม หรือสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เรื่องสี จำนวน หรือตัวอักษรค่ะ

ในช่วงแรกคุณแม่จะต้องอ่านไปพร้อมกับลูก เปิดหนังสือกันไปทีละหน้า แล้วชี้ตัวอักษร ชี้ภาพประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าคำๆ นี้หมายถึงอะไร ให้เขาค่อยๆ จดจำเรื่องราวและรูปภาพเหล่านั้น ซึ่งอาจจะต้องอ่านซ้ำ จนคุณแม่รู้สึกเบื่อเลยล่ะค่ะและเมื่อลูกเข้าใจเนื้อหามากขึ้นก็ค่อยๆ ลองปรับให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมในการอ่านนิทานมากขึ้น เช่น อ่านกันคนละบรรทัด สวมบทบาทเป็นตัวละครที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้ลูกสนุกและมีความสุขกับการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น

 

วิธี 5 : ลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์

มาถึงวิธีสุดท้ายกันแล้วค่ะ โดยเป็นวิธีที่ได้ผลดีและทำให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาตัวจริง คือ “การเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์” นั่นเอง ถึงแม้ว่า 4 วิธีแรกที่เราใช้กันมาก็เป็นวิธีที่ช่วยให้เจ้าตัวเล็กสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้เช่นกัน แต่คงจะดีไม่น้อยหากลูกได้ลองใช้หรือพูดคุยกับชาวต่างชาติดูบ้าง ซึ่งคอร์สเรียนออนไลน์มีให้คุณแม่เลือกสรรเยอะมากๆ ดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจหรือทดลองเรียนกันดูก่อน

และการเลือกที่เรียนออนไลน์ให้ลูกคุณแม่อาจจะต้องเลือกเว็บที่เหมาะสมกับลูกค่ะ คือลูกจะต้องมีการทดสอบระดับภาษาอังกฤษก่อนเพื่อหาระดับการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับลูก และควรเรียนกับชาวต่างชาติซึ่งเป็นเจ้าของภาษาโดยตรง เพื่อที่ลูกจะได้ฟัง พูด อ่าน เขียนได้อย่างชัดเจน และทำให้กล้าใช้ภาษาอังกฤษในการพูดคุยจริงๆ และที่สำคัญคือเมื่อเรียนเสร็จแล้วคุณแม่ควรทบทวนให้ลูกอยู่เสมอค่ะ

ซึ่งในปัจจุบันการหาคอร์สเรียนออนไลน์ให้ลูกอาจจะเป็นเรื่องง่าย แต่คุณแม่ก็ต้องเลือกที่เรียนที่เหมาะกับลูก รวมไปถึงสามารถกำหนดเวลาเรียนเองได้ และเลือกคุณครูได้ด้วยตนเอง เหมือนที่ Globish Kids สถาบันสอนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็ก

GLOBISH KIDS ห้องเรียนเดียวที่ออกแบบมาเพื่อลูกของคุณ

Globish Kids เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็กที่เรียนผ่าน Video Call แบบตัวต่อตัว โดยมีทั้งคุณครูที่เป็นชาวต่างชาติและชาวไทยที่ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ซึ่งเด็กๆ จะได้ทั้งความรู้และความสนุกจากคุณครูมืออาชีพ ที่สำคัญด้วยความเป็นออนไลน์ ดังนั้นเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าลูกจะต้องออกเดินทางไปเรียนข้างนอก แถมยังคอยดูแลลูกอยู่ที่บ้านได้อีกด้วย

ความน่าสนใจของ Globish Kids อีกอย่างหนึ่งคือ ก่อนที่จะเริ่มเรียนจะมีการทดสอบวัดระดับภาษาของเด็กๆ เพื่อให้ได้คอร์สเรียนที่เหมาะสมกับวัยและระดับภาษา หลังจากนั้นก็สามารถเลือกคุณครูที่ต้องการเรียนได้เอง โดยมีคุณครูให้เลือกเยอะมากๆ ค่ะ และที่สำคัญคือสามารถจัดตารางเวลาเรียนได้ด้วยตนเอง ซึ่งที่นี่เน้นการสอนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กคือครั้งละ 25 นาทีต่อวัน เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการสร้างทักษะการพูด ฟัง อ่าน เขียนทำให้ลูกกลายเป็นเด็ก 2 ภาษาได้ไม่ยากค่ะ

หากคุณพ่อคุณแม่คนไหนสนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนให้ลูกลองทดสอบระดับภาษาอังกฤษฟรี ได้ที่ Globish Kids

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
เด็กถูกลืมไว้บนรถเป็นข่าวที่ออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ หากโชคไม่ดีเด็กที่ถูกลืมก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศแคนาดาจึงพัฒนาระบบเซนเซอร์ติดตั้งบนรถ ที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของเด็กและสัตว์เลี้ยงด้วยระบบเอไอ คณะวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา เผยว่า อุปกรณ์นี้พัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลเรดาร์และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งจะต้องติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์นี้ไว้ที่เพดานรถยนต์หรือกระจกมองหลังเพื่อการตรวจจับอย่างละเอียด แล้วสัญญาณเรดาร์จะสะท้อนกลับมาที่อุปกรณ์ เมื่อตรวจพบคนหรือสัตว์เลี้ยงภายในรถ เอไอก็จะวิเคราะห์การค้นหา เพื่อตัดสินใจว่าควรจะส่งสัญญาณหรือไม่  อุปกรณ์นี้ยังป้องกันไม่ให้ประตูรถถูกล็อกและส่งสัญญาณเตือนไปถึงคนขับและผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย ซึ่งทีมนักพัฒนายืนยันว่าอุปกรณ์นี้ทำงานได้ถูกต้อง 100% และตั้งใจจะทำวางจำหน่ายในสิ้นปี 2563 สำหรับสาเหตุที่เด็กเสียชีวิตเพราะถูกทิ้งไว้ในรถมีทั้งพ่อแม่ลืม เด็กล็อกประตูเล่น รวมไปถึงพ่อแม่ตั้งใจทิ้งลูกไว้ เพราะคิดว่าไปทำธุระแป๊บเดียว โดยที่พ่อแม่ลืมก็เป็นเพราะนั่งอยู่บนคาร์ซีทที่เด็กนั่งหันหน้าเข้าเบาะ ทำให้พ่อแม่ไม่เห็นและเด็กก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะสื่อสารได้ ซึ่งเด็กที่เสียชีวิตเพราะความอบอ้าวภายในรถ ราว 83% เป็นเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบและอีก 55% มีอายุประมาณ 1 ขวบหรือเด็กกว่านั้น  อ้างอิงจาก https://www.thebangkokinsight.com/237733/  
14 พฤศจิกายน 2562