fbpx

ทำร้ายร่างกายเด็ก กับผลกระทบที่ไม่คาดคิด และบทสรุปแนวทางแก้ไขของโรงเรียนชื่อดัง “สารสาสน์”

Writer : Mneeose
: 30 กันยายน 2563

ไม่จบง่ายๆ กับประเด็นเด็ดที่กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม อย่างกรณีการทำร้ายร่างกายเด็กของโรงเรียนชื่อดัง “สารสาสน์” ที่ไม่เพียงจะทำให้ร่างกาย และจิตใจของเด็กน้อย วัยอนุบาล 1 ต้องบอบช้ำ แต่ยังทำให้จิตใจของผู้ปกครองแตกสลาย และไม่ไว้ใจโรงเรียนอีกต่อไปด้วย

วันนี้ Parents One ขอสรุปเป็นเนื้อหาสั้นๆ เกี่ยวกับผลกระทบที่ไม่มีใครคาดคิดของการที่เด็กโดนทำร้ายจากคุณครู และและบทสรุปแนวทางการแก้ไขของโรงเรียนชื่อดัง “สารสาสน์” ต่อกรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว

ผลกระทบที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อเด็กโดนทำร้ายร่างกายจากคุณครู

นอกเหนือจากร่างกายของเด็กที่บอบช้ำแล้ว การที่เด็กโดนทำร้ายยังไปกระทบต่อจิตใจแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อนอีกด้วย นั่นเพราะเด็กเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบจากสภาพแวดล้อมรอบตัวนั่นเอง ที่ส่งผลกระทบให้เด็กมีพฤติกรรม และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

  • เด็กกลัวการไปโรงเรียน

เช่น เด็กเห็นชุดนักเรียนแล้วร้องไห้ ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีพฤติกรรมนอนดึกมากๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องตื่นไปโรงเรียนตั้งแต่เช้า

  • เด็กกลัวความมืด

เด็กไม่กล้าอยู่ในที่มืดคนเดียว และจะมีอาการผวา

  • เด็กกลัวการเข้าห้องน้ำคนเดียว

เด็กไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำคนเดียวได้ ถ้าไม่มีผู้ปกครอง หรือคนอื่นเดินไปเป็นเพื่อน ซึ่งแต่ก่อนเด็กเป็นคนเข้มแข็งมาก และเข้าห้องน้ำเองได้

  • เด็กไม่ค่อยดื่มน้ำ

เด็กไม่ค่อยยอมดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำน้อย เพราะไม่อยากไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ทำให้เด็กกลัวการเข้าห้องน้ำไปเลย

  • เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น

เนื่องจาก เด็กเกิดการเลียนแบบเหตุการณ์ และพฤติกรรมที่คุณครูได้ทำกับตัวเองมา ทำให้ก้าวร้าวขึ้นเมื่ออยู่กับผู้ปกครอง

  • เล่นแรงกับผู้ปกครอง

เด็กเล่นแรงขึ้น จากที่เมื่อก่อนไม่เคยจิกผม หรือหยิกผิว ก็มีพฤติกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้นมานั่นเอง

  • ใจร้อน และชอบตะคอกใส่พ่อแม่

เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็จะงอแง ใจร้อน เขวี้ยงปาข้าวของ และชอบตะคอกใส่พ่อแม่ ซึ่งผู้ปกครองไม่เคยสอน หรือทำให้ลูกเห็นมาก่อน

  • ชอบยืนเท้าเอว และพูดไม่เพราะ

ใช้คำพูดที่ห้วนขึ้น พูดไม่ไพเราะเหมือนแต่ก่อน

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของลูกทั้งหมดที่กล่าวมา นอกจากจะเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมแล้ว ยังได้สร้างปมรอยแผลฝังลึกไว้ในจิตใจของเด็ก และผู้ปกครองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

 

บทสรุปแนวทางการแก้ไขของโรงเรียนชื่อดัง “สารสาสน์”

แยกเป็น 2 กรณี นั่นก็คือ

  • ยังให้ลูกอยู่โรงเรียนต่อไป

โดยมี 9 ข้อเรียกร้อง จากผู้ปกครองถึงโรงเรียน ถ้าหากอยากให้ลูกอยู่ต่อ

1. โรงเรียนต้องมีกล้องวงจรปิด แบบเรียลไทม์
2. ต้องมีนักจิตวิทยามาเยียวยาจิตใจของเด็ก
3. ผู้ปกครองต้องรู้จักคุณครูที่มาสอน เเละเห็นหน้าตา พร้อมใบประกอบวิชาชีพด้วย
4. 
ให้ผู้ปกครองสามารถสุ่มตรวจพื้นที่ของโรงเรียนได้
5. จัดประชุมผู้ปกครองทุกปีการศึกษา
6. ปรับปรุงคุณภาพอาการกลางวัน และเพิ่มเวลาทานอาหารเป็น 40 นาที
7. จัดเวลาให้คุณครูพาเด็กมาดื่มน้ำ และเข้าห้องน้ำเป็นระยะ
8. ปรับปรุงห้องน้ำให้สะอาด
9. เน้นมาตรฐานความปลอดภัยของรถโรงเรียน

 

  • ต้องการให้ลูกย้ายออกจากโรงเรียน

1. ทางโรงเรียนจะคืนค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าเทอมทั้งหมด เมื่อนำใบเสร็จมายืนยัน
2. โรงเรียนจะจ่ายคืนค่าอื่นๆ ที่ต้องจ่ายในการเรียน รวมทั้งค่าอาหารด้วย
3. 
โรงเรียนจะชดเชยค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เด็กทั้งทางร่างกาย และจิตใจ โดยการใช้ใบรับรองแพทย์มายืนยัน
4. โรงเรียนไม่มีนโยบายในการโยกย้ายเด็กไปโรงเรียนอื่น

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ก็ส่งผลให้หลายโรงเรียนมีการร้องเรียนเรื่องเด็กถูกทำร้ายจากคุณครูเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดก็บ่งบอกได้ว่า เด็กไม่ได้รับความปลอดภัยในโลกที่แสนกว้างใหญ่แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง หากอยู่นอกอ้อมกอดของพ่อแม่ 

เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจให้แก่เด็กๆ ได้ช่วยเหลือตัวเองให้รอดพ้น หากเจอสถานการณ์เช่นนี้นั่นเองค่ะ

ขอบคุณแหล่งอ้างอิง : Thairath , เรื่องเล่าเช้านี้

Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama