fbpx

7 คำถามที่จะทำให้รู้จักการศึกษาแบบ Homeschool มากขึ้น

Writer : Lalimay
: 27 มีนาคม 2563

โฮมสคูล (Homeschool) เป็นระบบการศึกษาทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนสนใจ แต่ก็ยังคงมีอีกหลายคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว ว่าระบบการศึกษาแบบนี้จะตอบโจทย์การเรียนรู้ของลูกขนาดไหน ต้องใช้เงินมากไหม เด็กที่เรียนโฮมสคูลจะสามารถกลับเข้าระบบการศึกษาแบบปกติได้รึเปล่า วันนี้เราจึงรวม 7 คำถามที่พ่อแม่สงสัยเกี่ยวกับโฮมสคูลมาฝากค่ะ บางทีอ่านแล้วก็จะทำให้เราตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาในอนาคตของลูกได้ชัดเจนมากขึ้น


Homeschool คืออะไร ?

Homeschool คือ การจัดการเรียนโดยบ้าน ผู้จัดการเรียนการสอนก็คือ คุณพ่อคุณแม่ โฮมสคูลไม่ได้หมายความว่าเด็กอยากจะเรียนอะไรตามใจตัวเอง แต่พ่อแม่จะต้องวางตารางให้เขาว่าเขาต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ซึ่งจะต้องมีหลักสูตรมากประกอบ โดยดึงความสนใจของลูกออกมา ลูกเลยต้องเข้าใจตัวเองว่าเขาชอบทำอะไร อยากทำอะไร แล้วในแต่ละภาคการศึกษาก็จะมีโปรเจกต์ของลูก ที่จะได้เรียนรู้ไปพร้อมกันกับพ่อแม่

และจริงๆ แล้วการจัดการเรียนโดยบ้าน ไม่ได้แปลว่าการจัดการเรียนที่บ้าน แต่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนตามวัฒนธรรมของบ้าน ซึ่งจัดด้วยหลักคิดต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นแต่ละบ้านก็มีวิธีการต่างกัน อย่างการพาลูกออกไปดูหรือเรียนรู้นอกบ้านก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน

การทำ Homeschool ต้องมีเงินเยอะไหม ?

เรื่องนี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรมของบ้าน ว่าแต่ละบ้านมีการจัดสรรงบประมาณยังไง แต่จริงๆ แล้วการทำโฮมสคูลก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ หากเรารู้จักวิธีสอดแทรกความรู้ลงไปในเรื่องที่เด็กสนใจ เช่น หากลูกชอบกินขนมปัง เราก็ลองทำขนมปังกินเอง แน่นอนว่าก็ต้องถูกกว่าซื้ออยู่แล้ว โดยเราสามารถนำการทำขนมปังมาเป็นกระบวนการเรียนรู้ของลูกเราได้ ในเรื่องเคมีของแป้ง เคมีของน้ำ เคมีของยีสต์ 

หรือถ้าชอบเล่นแป้งโดว์ เราก็ทำกันเองได้ โดยจัดให้มีการทดลองขึ้น ให้ลูกไปลองค้นคว้าข้อมูลว่าต้องการทำแป้งโดว์ลักษณะไหน จะต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง แล้วมาทดลองทำ ซึ่งเราก็สามารถกำหนดงบให้เขาได้ ในเรื่องนี้ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนได้หลายอย่าง ดังนั้นเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ขึ้นอยู่กับการจัดสรรของแต่ละบ้านมากกว่า

เด็กเรียน Homeschool จะไม่มีเพื่อน ?

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คิดว่าเด็กที่เรียนโฮมสคูลอาจไม่มีเพื่อน ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้ว เด็กที่เรียนโฮมสคูลก็มีเพื่อนค่ะ แต่จะไม่ได้มีเพื่อนในปริมาณเยอะขนาดนั้น โดยเด็กที่เรียนโฮมสคูลก็จะมีสังคมของเขา ซึ่งพ่อแม่ก็จะพาลูกมาเจอกัน มาเล่นกัน พาไปดูนิทรรศการหรือไปทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ดังนั้นกลุ่มเด็กโฮมสคูลจึงมีความหลากหลายมากๆ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ไม่ได้มีแค่เด็กรุ่นเดียวกัน ซึ่งนั่นทำให้เด็กรู้จักการวางตัวว่าควรจะทำตัวแบบไหน เมื่ออยู่ในกลุ่มคนที่มีหลากหลายอายุ 

อีกอย่างหนึ่งที่เด็กโฮมสคูลจะแตกต่างกับการเข้าโรงเรียนคือ โรงเรียนก็เป็นคอมมูนิตี้ที่พ่อแม่ออกแบบได้น้อย ในขณะที่เด็กเรียนที่บ้านเราออกแบบได้ทุกอย่าง เช่น เรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง ห้ามทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่ทำลายข้าวของ หรือการบูลลี่เป็นการสร้างความเจ็บปวด 

สิ่งที่ยากในการทำ Homeschool ?

อย่างแรกก็คือความพร้อมของพ่อแม่ ทั้งเรื่องของความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ครูให้แก่ลูก เพราะเราต้องให้เวลาในการเรียนรู้ของลูกอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเรื่องของการเป็นนักจัดการที่ดี เพราะอย่างที่บอกว่าเราเป็นคนที่ต้องวางแผนการเรียนของลูก ต้องมีการจัดสภาพแวดล้อมของบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ 

นอกจากนี้จะมีเรื่องของความยากลำบากตรงที่ พ่อแม่ที่ทำโฮมสคูลเองจะต้องไปหาหลักสูตรที่จะนำมาใช้กับลูก โดยหลักสูตรนั้นจะต้องเป็นหลักสูตรที่ทางกระทรวงศึกษาธิการยอมรับเพื่อไปจดทะเบียนกับเขต ซึ่งในส่วนนี้ พ่อแม่ก็ต้องทำการบ้านหนักหน่อยค่ะ

สถานที่ที่ช่วยพ่อแม่ทำ Homeschool ?

จริงๆ รูปแบบของการทำโฮมสคูลไม่ได้มีเพียงแค่ทำเดียวๆ บ้านใครบ้านมันเท่านั้น แค่จะมีสถานที่ที่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ให้พ่อแม่มาช่วยกัน รวมกันหลายๆ ครอบครัวในการดูแลเด็กๆ ซึ่งมีอยู่สถานที่หนึ่งที่เรารู้จัก คือ ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข โดยจะเป็นเหมือนโรงเรียนเล็กๆ ที่มีพ่อแม่มาช่วยกันดูแล หรือแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน เช่น บ้านใครมีไร่มีนา ก็สามารถพาเด็กๆ ในศูนย์การเรียนไปเรียนรู้ และลงมือทำจากสถานที่จริงๆ ได้

ดังนั้นจึงเป็นสถานที่ที่ช่วยกำหนดแนวทางในการเรียนการสอนของเด็กที่เรียนโฮมสคูล เพราะ จะมีเป้าหมาย มีกรอบ การจัดการศึกษาที่ชัดเจน และเป็นกรอบที่รัฐบาลยอมรับ ซึ่งศูนย์การเรียนก็จะมีหลักสูตรกลางตามแบบความต้องการที่ค้นหาร่วมกันว่าเด็กจะพัฒนาเป็นอะไร มีวิธีการประเมิน มีบุคลากร มีทรัพยากรที่พร้อมสำหรับการช่วยพ่อแม่  อีกอย่างหนึ่งคือมีหน้าที่ประเมินร่วมกับพ่อแม่แทนเขต และออกใบจบได้เหมือนราชการ

อนาคตทางการศึกษาของเด็ก Homeschool ?

หากวันนึงเด็กที่เรียนโฮมสคูลรู้สึกว่าเขาอยากลองไปโรงเรียนดู ก็สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ เพราะเขาได้เตรียมความพร้อมจากที่บ้านไปแล้ว โดยหลักสูตรที่พ่อแม่ใช้ในการจัดการเรียนโดยบ้าน จะต้องมีการขมวดรวมสิ่งที่เรียนว่ากลุ่มประสบการณ์ ที่ใส่สาระวิชา 8 วิชาลงไปในนั้น เลยทำให้เด็กที่เรียนโฮมสคูล ก็สามารถทรานส์เฟอร์ไปเรียนที่โรงเรียนได้ หากมีการเข้าร่วมการศูนย์การเรียนด้วยแล้ว ทางศูนย์การเรียนก็จะช่วยเทียบเกรดให้ ออกใบประเมินให้ แล้วเด็กอยากจะไปสอบที่ไหนก็สามารถใช้ใบประเมินนี้ได้

สิ่งที่พ่อแม่ต้องคิดให้ดีเกี่ยวกับการศึกษาของลูก ?

คนสำคัญที่สุดคือพ่อแม่  ที่เป็นคนเลือกและเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้ลูกได้รับการศ฿ฏษาแบบไหน หากเห็นว่าการเรียนที่โรงเรียนเหมาะกับลูก ก็ส่งให้ลูกเข้าโรงเรียน แต่ถ้าลองแล้วรู้สึกว่ายังไม่เหมาะ ก็ต้องหาแนวทางที่ใช่และตอบโจทย์การเรียนรู้ของลูกมากที่สุด

แต่ที่สำคัญพ่อแม่ต้องมั่นใจว่า การเลือกของเราจะไม่ตัดโอกาสในการเรียนรู้ของลูก พ่อแม่ต้องเลือกว่าจะใช้เป้าหมายแบบไหน เอาแนวไหนในการพัฒนาลูก อีกเรื่องคือตอนนี้โลกหมุนไปข้างหน้าเรื่อยๆ ถ้าพ่อแม่คิดเรื่องการศึกษาของลูกในแบบเดิมๆ ก็อาจจะใช้การไม่ได้ อาจจะไม่ประสิทธิภาพมากพอ ที่จะรองรับโลกในอนาคตให้แก่ลูกเราแล้วค่ะ

 

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



กำลังใจที่ไม่เคยสังเกต
ชีวิตครอบครัว
Update
หากจะพูดถึงการ์ตูนที่ช่วงนี้กำลังฮิตในหมู่เด็กๆ "ดาบพิฆาตอสูร" คงเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะเราจะเห็นเด็กๆ แปลงร่างเป็นทันจิโร่ด้วยการสวมเสื้อคลุมลายตารางสีเขียวดำ หรือบางคนก็เป็นเนซึโกะที่สวมเสื้อคลุมสีชมพูเดินกันขวักไขว่ แต่ถ้าใครที่ยังไม่รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ก็มาทำความรู้จักเบื้องต้นกันก่อนดีกว่าค่ะ ดาบพิฆาตอสูร หรือ Demon Slayer เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีให้ชมทั้งแบบหนังสือการ์ตูนและอนิเมชั่น โดยเป็นเรื่องราวของ "ทันจิโร่" เด็กหนุ่มที่ออกตามล่าอสูรที่ฆ่าครอบครัวของเขาและทำให้ "เนซึโกะ" ผู้ที่เป็นน้องสาวต้องกลายเป็นอสูร ซึ่งในระหว่างนั้นทันจิโร่ก็ได้เข้าร่วมกับหน่วยนักล่าอสูร จึงได้มีการร่วมผจญภัยและตามล่าอสูรไปกับผองเพื่อน เท่าที่ฟังดู ก็อาจรู้สึกว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนผจญภัยธรรมดาๆ แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วการ์ตูนเรื่องนี้อาจไม่เหมาะกับเด็กเท่าไหร่นัก วันนี้เราจึงมีข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้เกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้มาฝากค่ะ ช่วงอายุที่เหมาะสมคือ 14 ปีขึ้นไป เรื่องแรกก็คือ ความเหมาะสมของช่วงอายุที่เด็กสามารถดูได้ โดยดาบพิฆาตอสูร เป็นการ์ตูนที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 14 ปีขึ้นไปค่ะ ซึ่งข้อมูลนี้ทาง Parents One ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเองนะคะ แต่นี่เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ www.commonsensemedia.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ช่วยคุณพ่อคุณแม่คัดกรองการ์ตูน ภาพยนตร์ หรือซีรีส์สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย โดยมีการแบ่งเรตของสื่อที่ให้เด็กดูจากการวิเคราะห์ของนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องว่าสื่อนั้นเหมาะสำหรับช่วงอายุใดนั่นเองค่ะ แต่ถ้าลูกอายุต่ำกว่า 14 รับชมไปแล้วจะเป็นอะไรไหม? ก็อาจจะไม่เป็นอะไรค่ะเพียงแต่ว่าเรื่องนี้อาจยังมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับช่วงวัยของเขา ดังนั้นหากลูกจะดูคุณพ่อคุณแม่ควรนั่งดูการ์ตูนเรื่องนี้กับลูกนะคะ เพราะเราสามารถนำสิ่งที่อยู่ในการ์ตูนเรื่องนี้มาสอนลูก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้รู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นแบบไหน มีจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษรึเปล่าค่ะ จุดดีของเรื่อง : ตัวละครเป็นแบบอย่างที่ดี อย่างแรกที่เราจะพูดถึงการ์ตูนเรื่องดาบพิฆาตอสูรก็คือ จุดดีที่เด็กๆ จะได้จากการ์ตูนเรื่องนี้ค่ะ นั่นคือเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เพราะตัวละครเอกอย่างทันจิโร่ เป็นคนที่รักครอบครัวและน้องสาวมาก หลังจากที่สูญเสียครอบครัวไป และเหลือน้องสาวเพียงคนเดียว แถมน้องยังกลายเป็นอสูร เขาก็ไม่ยอมแพ้ พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อให้น้องสาวกลับมาเป็นมนุษย์เหมือนเดิม อีกทั้งเขายังเป็นคนที่มีจิตใจดี และสามารถคลายปมในใจอสูรที่เป็นศัตรูของเขาอย่างอ่อนโยนอีกด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่มีความพยายามและกล้าหาญเป็นอย่างมาก ซึ่งนั้นส่งผลไปสู่ตัวละครในเรื่อง ทำให้ตัวละครอื่นๆ มีพัฒนาการ เชื่อมั่นในตนเอง และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกันทันจิโร่นั่นเองค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเรื่องนี้มาใช้ในการพูดคุยกับลูก เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองก็สามารถเป็นคนมุ่งมั่น มีความพยายาม และกล้าหาญแบบทันจิโร่ได้เหมือนกัน เรื่องที่ต้องระวัง :…
12 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama