fbpx

รู้จักกับ ภูมิแพ้ในเด็ก ปัจจัยที่ทำให้เกิดและวิธีดูแลรักษา

Writer : blahblahboong
: 14 กันยายน 2561

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะ ว่าทำไมลูกของเราถึงมีอาการหายใจติดขัด เสียงลมหายใจดัง ฟืดๆ ฟาดๆ โดยเฉพาะในเวลาเช้า ลูกของคุณอาจจะกำลังเผชิญกับโรคภูมิแพ้อยู่ก็ได้นะคะ

วันนี้เรามารู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้น จากคำแนะนำโดยโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ทั้งอาการต่างๆ สารพัดโรคภูมิแพ้ รวมไปถึงการดูแลให้ลูกห่างไกลจากโรคภูมิแพ้กันค่ะ

 

ภูมิแพ้ในเด็กคืออะไร

ภูมิแพ้ในเด็ก คือ โรคที่เด็กมีปฎิกิริยาของภูมิคุ้มกันในร่างกายตอบสนองกับสารก่อภูมิแพ้บางอย่างได้ไว้กว่าคนปกติ โดยถ้าเด็กปกติได้รับสารก่อภูมิแพ้ ร่างกายจะเป็นปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่กับเด็กที่เป็นภูมิแพ้หากได้รับสารตัวเดียวกันร่ายกายจะสร้างสารต่อต้าน ทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมาขึ้นมา

 

อาการรุนแรงถึงขั้น เสียชีวิต

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชได้ให้คำแนะนำถึงสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้และสำคัญมากเกี่ยวกับภูมิแพ้ก็คือ อาการภูมิแพ้บางประเภทอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินคำว่า โรคหอบหืด ใช่ไหมคะ แท้จริงแล้วโรคมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า

โรคหืด (Asthma)

เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันในระบบทางเดินหายใจ ส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมอักเสบ และเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้ามาในร่างกายจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลอดลมเกิดการหดเกร็งตัว ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง หายใจได้ไม่เต็มที่ ควบคู่ไปกับอาการไอและเจ็บหน้าอก

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา พร้อมปรึกษาวิธีการดูแลโดยด่วน เพราะหากปล่อยไว้นานโดยไม่รู้วิธีการดูแลจะนำมาสู่ ภาวะการจับหืดเฉียบพลัน ซึ่งอันตรายมากถึงขั้นเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้เลยค่ะ

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กเป็นภูมิแพ้

  • พันธุกรรม

หากคุณพ่อหรือคุณแม่ (คนใดคนหนึ่ง) เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว เด็กที่เกิดมาจะโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ถึง 20-40%

และหากทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นภูมิแพ้ด้วยกันทั้งคู่ น้องก็จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากขึ้นถึง 50-80% เลยค่ะ

  • สิ่งแวดล้อม

15% ของเด็กที่เป็นภูมิแพ้เกิดจากการอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้อยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ไรฝุ่น แมลงสาป สุนัข แมว เป็นต้น รวมไปถึงมลพิษทางอากาศอย่าง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่

  • อาหาร

ช่วง 6 เดือนแรกหากน้องไม่ได้ทานนมแม่ หรือทานนมชนิดอื่นทดแทน อย่าง นมวัว นมแพะ แม้กระทั่งนมถั่วเหลือง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

 

รู้จักกับภูมิแพ้ที่พบมากในเด็ก

การที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปสู่ในตัวเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ นอกจากโรคหืด ที่มีผลกระทบกับปอดโดยตรง ก็จะมีโรคต่างๆ ที่เกิดในแต่ละส่วนของร่ายกาย โดยแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ส่วนมากมักจะมีอาการของโรคต่างๆ เกิดขึ้นโดยโรคที่พบบ่อยในเด็กจะมีดังต่อไปนี้

  • โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ จาม คัดจมูก น้ำมูกใส มักจะเป็นเรื้อรังหลายสัปดาห์ในช่วงฤดูฝน
  • โรคภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีผื่น คันจนผิวหนังแดง พบในเด็กเล็กเป็นส่วนมาก สาเหตุมาจากอากาศร้อนจนเหงื่อออก
  • ผื่นลมพิษ ผื่นจะขึ้นนูนหนา มีอาการคันบวม ส่วนมากจะเกิดจากการแพ้อาหารหรือแพ้ยา
  • แพ้อาหาร ส่วนมากจะเป็นการแพ้โปรตีนในอาหารอย่าง นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ไก่ แป้งสาลี ส่งผลต่อหลากหลายระบบในร่างกาย ทั้งทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และผิวหนัง
  • เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการแสบตา คันตา น้ำตาไหล โดยส่วนมากจะมีอาการร่วมกับเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ

 

อาการที่พบบ่อย

อาการของภูมิแพ้จะแสดงออกในหลากหลายระบบของร่างกาย โดยสามมารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบหลักๆ ได้แก่ ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการต่างๆ ของลูกได้ดังนี้ค่ะ

  • ระบบผิวหนัง เป็นผื่นตามใบหน้า ข้อศอก ข้อพับต่างๆ และตามลำตัว มีอาการผิวแห้งร่วมด้วย
  • ระบบทางเดินหายใจ เป็นหวัดบ่อย มีน้ำมูกไหลในตอนเช้า บางรายอาจเป็นหวัดเรื้อรังไปจนถึงไซนัสอักเสบ มีอาการไอในบางเวลา อย่างตอนออกกำลังกายหรืออากาศเปลี่ยน
  • ระบบทางเดินอาหาร เริ่มจากริมฝีปากบวม มีผื่นรอบปาก คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืดถ่ายเหลว

 

การตรวจหาภูมิแพ้

  • ดูจากประวัติ

คอยสังเกตอาการลักาณะภายนอก อย่างเช่น จมูกบวม ชอบถูจมูก ขอบตาคล้ำ

  • ตรวจร่างกายเบื้องต้น

อย่างบางคนมีอาการไอเรื้อรัง ก็จะตรวจดูที่ปอด หากยังไม่พบอาจจะให้สารก่อภูมิแพ้เพื่อให้เห็นอาการชัดขึ้น

  • การทดสอบหาภูมิแพ้

เป็นการช่วยยืนยันว่าเด็กแพ้อะไร โดยการทดสอบทางผิวหนัง นำสารก่อภูมิแพ้ไปสะกิดที่ผิวหนัง รอ 15-20 นาที หากแพ้สารชนิดไหนผิวจะนูนขึ้นมา ทำให้สามารถรู้ได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

ทั้งสามวิธีการนี้สามารถเข้าไปรับบริการได้ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชนะคะ

 

วิธีป้องกันให้เด็กห่างไกลจากภูมิแพ้

  • ไม่เลี้ยงสัตว์มีขนภายในบ้าน
  • ในห้องนอนให้มีเฉพาะของที่จำเป็น ไม่ควรเอาหนังสือและพรมไว้ภายในห้องนอน
  • ทำความสะอาดเครื่องนอน ผ้าม่าน เครื่องปรับอากาศเป็นประจำ
  • คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรสูบบุหรี่ในบริเวณที่มีเด็กอยู่
  • ให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กำจัดเศษอาหารและขยะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภูมิแพ้

“หากแพ้อะไร ให้ทำซ้ำ”

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชได้ให้คำเตือนไว้ว่า เป็นเรื่องที่อันตรายมาก และไม่ควรทำเป็นอันขาด เพราะหากเรารู้ว่าลูกแพ้นมวัว แล้วให้ทานทีละนิด จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ในบางรายอาจเกิดอาการหายใจติดขัด และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดจะดีที่สุดค่ะ

 

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช

หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีความกังวลเรื่องภูมิแพ้ในเด็กหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช โรงพยาบาลที่มีความล้ำสมัยทางด้านเทคโนโลยีและมีการให้บริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมหลากหลาย รวมไปถึงมีแพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้โดยตรง อีกทั้งยังได้รับรางวัล “โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก” จากองค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก มั่นใจได้ว่าลูกของเราจะได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพสูงสุดแน่นอนค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

#NoMoreAllergies #ภูมิแพ้มีไว้ให้ชนะ

Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



เด็กสมองไว พ่อแม่สร้างได้
ข้อมูลทางแพทย์
Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama