fbpx

Robotic สุดยอดหุ่นยนต์กายภาพอัจฉริยะ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ สมอง และร่างกายให้เด็กๆ หลังผ่าตัดและอุบัติเหตุ ที่รพ.เด็กสมิติเวช

Writer : Mneeose
: 2 ตุลาคม 2561

“ความปรารถนาสูงสุดของผม/หนู ก็คือ ขอให้ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว และได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อีกครั้ง”

ประโยคเหล่านี้ คือ ใจความสำคัญของเด็กที่เป็นโรคร้ายแรง และรักษาได้ยากที่ต้องการจะบอกกับพวกเรา โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการที่จะรักษาเด็กที่ป่วยเป็นโรค หรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง รักษาให้หายขาดได้ง่ายให้สามารถกลับมามีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง

โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางร่างกาย เช่น ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง จะทำให้เด็กไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาปรารถนาได้ด้วยตัวเอง แม้เเต่ขยับร่างกายยังทำได้ยาก เด็กอาจจะรู้สึกท้อแท้ในชีวิตและหมดกำลังใจในการรักษาเมื่อเป็นโรคประเภทนี้ แต่ถ้าหากเรามีเครื่องมือการรักษาที่ดีทำให้เด็กๆ ไม่ต้องเจ็บและทรมานมาก และสามารถช่วยให้หายเร็วได้มากขึ้นกว่าเดิมล่ะ เด็กๆ จะยอมใจสู้ทำการรักษาโรคพวกนี้ให้หายขาดด้วยหรือไม่ ถ้าหากมันทำให้พวกเขาได้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่รัก และกลับมาวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ได้อีกครั้ง

วันนี้ Parents One จึงอยากมารีวิว Robotic สุดยอดหุ่นยนต์กายภาพอัจฉริยะ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ สมอง และร่างกายให้เด็กๆ หลังผ่าตัดและอุบัติเหตุ ที่รพ.เด็กสมิติเวช จะเป็นอย่างไร ดีสำหรับเด็กแค่ไหน ไปชมกันเลยค่ะ

ทำความรู้จัก “หุ่นยนต์ Robotic” สุดยอดหุ่นยนต์กายภาพอัจฉริยะ   

หุ่นยนต์ Robotic หรือเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า Robotic – Assisted Walking Therapy for Children เป็นหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยฝึกเด็กที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อขาให้เดินเองได้  ซึ่งได้รับการพัฒนาล่าสุดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกพัฒนาการทางด้านการใช้กล้ามเนื้อต่างๆ ในรูปแบบของการเดิน ทั้งผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้ออ่อนล้า และเด็กที่ประสบอุบัติเหตุต่างๆ ทำให้ไม่สามารถที่จะเดินได้ด้วยตัวเอง ซึ่งในอดีต การฝึกเหล่านี้ค่อนข้างยาก เพราะตัวเด็กไม่สามารถลงน้ำหนัก แล้วฝึกหัดเดินได้ด้วยตัวเอง เด็กจะเกิดอาการกลัวเจ็บ กังวล และเกร็ง ทำให้เด็กไม่กล้าที่จะลองเดินด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้การรักษาเป็นไปด้วยความลำบากมากขึ้น

ความพิเศษของ Robotic ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อร่างกายและจิตใจของเด็กๆ 

การที่หุ่นยนต์ Robotic กลายมาเป็นนักกายภาพบำบัดให้เด็กนั้น จะช่วยทำให้ลดแรงลงน้ำหนักการเดินของเด็กลงได้ เด็กจึงสามารถลงน้ำหนักที่กล้ามเนื้อขาได้เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เด็กบางคนที่ไม่สามารถที่จะควบคุมกล้ามเนื้อตรงสะโพกได้  หุ่นยนต์ Robotic จะเป็นตัวช่วยกำหนดแนวทางการเดินที่ถูกต้องให้เด็กกล้าก้าวขา งอขา ได้เพิ่มมากขึ้น

ในการศึกษาระยะเวลาการฝึกเดินของเด็กอย่างน้อยแต่ละคนใช้เวลาในการฝึกเดิน 8-12 ครั้ง โดยเด็กแต่ละคนจะฝึกประมาณ  2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ฝึกครั้งละ 30 นาทีต่อเซ็ต เพื่อให้เกิดรูปแบบในการใช้กล้ามเนื้อ รวมทั้งกระตุ้นข้อต่อต่างๆ ของกล้ามเนื้อในการเดิน ท้ายที่สุดเพื่อให้เด็กนำรูปแบบในการฝึกเดินด้วยหุ่นยนต์ไปใช้ฝึกเดินเองที่บ้านได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งสามรถฟื้นฟูกล้ามเนื้อของผู้ป่วยเด็กได้เร็วกว่าการฝึกเดินแบบธรรมดานั่นเอง

“การฝึกเดินด้วยหุ่นยนต์กายภาพ ทำให้เด็กไม่คิดว่าเขากำลังทำกายภาพบำบัดอยู่”

นอกจากนี้ หุ่นยนต์ Robotic ยังมีเกมมากมายที่ฉายขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เด็กไว้เล่นควบคู่กับทำกายภาพบำบัดการเดินไปด้วย เกมจะช่วยให้เด็กรู้สึกดึงดูดความสนใจของเด็กให้อยากออกกำลังเพิ่มมากขึ้น โดยที่ไม่ไปโฟกัสที่การบำบัดมากเกินไป เด็กจะผ่อนคลายความเกร็งได้เยอะขึ้น และทำให้มีจังหวะการเดินที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำกายภาพบำบัดไปเสียก่อน

หุ่นยนต์ Robotic เครื่องนี้มีความสามารถพิเศษมากมาย ที่นอกจากจะมีหน้าที่หลัก คือ ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อร่างกายในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบสมอง ไขสันหลัง กระดูกและกล้ามเนื้อ เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่สมองและไขสันหลัง รวมถึงผลกระทบจากอุบัติเหตุร้ายแรงต่างๆ แล้ว ยังมีความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ การช่วยฟื้นฟูจิตใจของเด็กๆ ให้มีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ อีกด้วย

แปลงร่างเป็น Robotic Assisted walking

หุ่นยนต์กายภาพอัจฉริยะ ประกอบด้วย

  • ตัวหุ่นยนต์ฝึกเดิน
  • ระบบพยุงน้ำหนักตัวที่ทันสมัย
  • ลู่หัดเดิน
  • และระบบจอคอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยเด็ก ทำให้ฝึกเดินได้โดยไม่เบื่อหน่าย แจ้งค่าผลลัพธ์ของการฝึกเดินที่มีการพัฒนาขึ้นในแต่ละครั้งของการฝึก

ระบบจอคอมพิวเตอร์ในหุ่นยนต์อัจฉริยะสามารถกำหนดโปรแกรมการหัดเดินที่สอดคล้องกับโรคและความต้องการของผู้ป่วย สามารถกำหนดมิติของการพยุงการเดินได้ในระดับต่างๆ ของขาแต่ละข้าง มีระบบสะท้อนผลของการฝึกเดิน แบบ real time รวมทั้งสามารถสร้างภาพเสมือนจริงบนจอภาพเพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีความสนุกและอารมณ์ร่วมในการฝึกเดินอีกด้วย

“โรคที่ผู้ป่วยเด็กเหมาะสม” ในการรักษาด้วยหุ่นยนต์ Robotic

  • ผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาทิ อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต จากโรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บของสมอง ไขสันหลัง และผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางระบบประสาทจากอุบัติเหตุ
  • ผู้ป่วยเด็กที่เกิดการติดเชื้อต่างๆ
  • ผู้ป่วยเด็กหลังผ่าตัด
  • ผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะของระบบประสาทผิดปกติ อื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน สมองฝ่อ สมองพิการ

 

หุ่นยนต์ Robotic เหมาะสำหรับใครบ้าง?

หุ่นยนต์ Robotic เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ใช้ได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ แต่จำกัดน้ำหนักที่ไม่เกิน 135 กิโลกรัม

ย่นเวลาในการรักษาได้เยอะกว่าวิธีทำกายภาพแบบเดิมๆ

การฝึกเดินด้วยหุ่นยนต์มุ่งเน้นการใช้กล้ามเนื้ออย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ทำให้การหัดเดินของผู้ป่วยเด็กเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัส อันเป็นบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับการทำกายภาพบำบัดแบบเดิม

รพ.เด็กสมิติเวช มีเครื่องมือกายภาพบำบัดครบครันมากมาย

  • ธาราบำบัด (Aquatic therapy)
    นอกจากจะมีหุ่นยนต์ที่ช่วยฝึกเดินของเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์ ยังมีการรักษาด้วยธาราบำบัด (Aquatic therapy) ซึ่งเป็นการฝึกออกกำลังกายในน้ำให้กับผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งเกิดจากระบบประสาทและกล้ามเนื้อจากโรคและอุบัติเหตุ

สระธาราบำบัด ดูแลด้วยระบบ เกลือ Salt-Chlorinator ที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตาของเด็ก ลดอาการปวด ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมทั้งมีนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกออกกำลังกาย

  • Redcord suspension exercise system for Children
    ส่วนต่อไปเป็นห้อง Redcord  เป็นการกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อด้วยวิธีการแขวนและพยุงไว้บนจุดตรึง ใช้ฟื้นฟูการทำงานร่วมกันของสมอง เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ ในผู้ป่วยเด็กให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

  • ห้องออกกำลังกาย (Exercise room)
    มีเครื่องออกกำลังกายบำบัดมากมายหลายรูปแบบ ใช้รักษาโรคตามความเหมาะสมของผู้ป่วยเด็กได้ทุกโรคแน่นอนค่ะ

ทำไมต้องพาลูกมารักษาโรคที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ?

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์ เป็นผู้นำในบริการด้านกุมารเวชศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งได้ทำการรักษา ทารก เด็กเล็ก และเยาวชนในระดับเทียบเท่ากับการให้บริการแก่ผู้ใหญ่ โดยมีคุณหมอมากกว่า 150 ท่าน ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านการรักษาโรคเด็กโดยเฉพาะมารวมตัวกันในที่โรงพยาบาลแห่งนี้ รวมทั้งมีเครื่องมือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้กับการรักษาโรคยาก พร้อมบริการที่ประทับใจ  ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเป็นโรคร้ายแรงเกินรักษา เพราะโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชของเราได้รักษาผู้ป่วยเด็กวิกฤตกว่า 1,000 คน ให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยค่ะ

“ลูกมีความสุข  คุณพ่อคูณแม่มีความสุขสุขกว่าหลายร้อยเท่า”

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในตอนนี้กำลังมีเชื้อไวรัสระบาด โดยระบาดมาจากทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน ซึ่งในขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 554 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ส่วนที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยรายแรกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไวรัสอู่ฮั่น” ซึ่งเป็นเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ และติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  โดยในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกัน ด้วยการคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Beware Card) ให้สังเกตอาการและยื่นให้กับโรงพยาบาลทราบเวลาไปตรวจรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายได้รับโรคจะถูกแยกกักจนกว่าจะตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคได้ ส่วนถ้ายืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จริงก็จะมีการติดตามญาติที่เดินทางมาด้วยกันมาตรวจหาเชื้อด้วย ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ประกาศให้โรคปอดอักเสบแพร่ระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ เนื่องจากยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีการอุบัติและระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะข้อมูลที่ทุกฝ่ายมีอยู่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวไวรัสมีการแพร่เชื้อได้อย่างไร และลักษณะอาการทางคลินิก ความรุนแรงของโรค ขอบเขตการกระจายของไวรัสเป็นอย่างไร รวมถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสคืออะไร สำหรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ มีอาการไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส  ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบากอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือเพิ่งเดินทางมาจากเขตพื้นที่โรคระบาด คือ เมืองฮู่ฮั่นภายใน 14 วัน ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อเป็นการป้องกัน ในระหว่างนี้หากมีการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่านำมือมาสัมผัสตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863229 https://www.springnews.co.th/global/605467 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863088 https://workpointnews.com/2020/01/22/viral-pneumonia/…
23 มกราคม 2563