fbpx

เช็คด่วน!! สัญญาณที่บอกว่าลูกอาจเป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม

Writer : nunzmoko
: 7 มิถุนายน 2562

แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (Asperger’s Syndrome) เป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรมองข้าม เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาท เกี่ยวข้องกันกับโรคออทิสติค ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการแสดงออกทางพฤติกรรมและการพูด ซึ่งถ้าลูกรักเราเป็นโรคนี้คงไม่ดีแน่ ไปดูกันว่าพฤติกรรมและลักษณะอาการของเด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์เป็นยังไงและจะมีวิธีดูแลเด็กได้อย่างไรบ้างค่ะ

1. ทักษะด้านภาษา

เด็กจะมีการพูดและทักษะการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เด็กอาจพูดได้ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่ลึกซึ้งหรือความหมายโดยนัยที่แฝงอยู่ เช่น

  • ไม่เข้าใจมุกตลก คำล้อเลียน และคำประชดประชันต่างๆ
  • ชอบพูดคุยกับผู้ใหญ่แบบเป็นทางการ เกินกว่าอายุของลูก
  • ไม่เข้าใจคำพูด หรือ คำสั่งรายละเอียดปลีกย่อย
  • มักชอบพูดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ ที่ตนเองสนใจ

2. ทักษะด้านสังคม

จะสังเกตได้ว่าเมื่อเด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อาจมีพฤติกรรมการแสดงออกที่ดูแปลกกว่าเด็กวัยเดียวกัน เช่น

  • ไม่ค่อยมองหน้าหรือสบตาเวลาพูดคุย
  • แยกตัวอยู่คนเดียว ไม่ค่อยสนใจบุคคลรอบข้าง
  • เล่นกับเด็กคนอื่นไม่ค่อยเป็น ไม่รู้จักการทักทาย
  • พอเจอปุ๊บอยากถามอะไร อยากรู้อะไรก็จะพูดโพล่งออกมา ไม่มีการเกริ่นนำ ถามเรื่องที่สนใจโดยไม่เสียเวลา
  • ไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะ เรื่องที่พูดคุยมักเป็นเรื่องของตนเองมากกว่าเรื่องอื่นๆ
  • ขาดความเข้าใจหรือเห็นใจผู้อื่น

3. ด้านพฤติกรรม

เด็กจะมีความสนใจเฉพาะเรื่องและชอบทำอะไรซ้ำๆ ถ้าเขามีความสนใจอะไรก็สนใจมากจนถึงขั้นหมกมุ่น โดยเฉพาะกับเรื่องที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน และอาจเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ พฤติกรรมที่บ่งบอก เช่น

  • ประสาทสัมผัสช้า
  • ชอบที่จะจดจ้องไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป จดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านั้นเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่สนใจสิ่งใดรอบข้างเลย
  • มีความไวต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอกค่อนข้างมากกว่าคนทั่วไป
  • ทำอะไรเป็นเวลา ต้องทำให้เหมือนๆ กันเป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น ต้องตื่นตอน อาบน้ำ เป็นต้น
  • ไม่ค่อยยอมทำตามคำสั่งที่ผู้ปกครองคอยสอน
  • มีความผิดปกติออกทางร่างกายหรือสีหน้า ชอบทำท่าทางหรือสีหน้าที่ผิดปกติ
  • พัฒนาการช้ากว่าวัย เช่น เขียนหนังสือ ขี่จักยานช้า

ข้อแนะนำในการช่วยเด็กที่มีภาวะเป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม

  1. เล่นกับเด็กโดยเอาความสนใจของเด็กเป็นที่ตั้ง แล้วค่อยๆ ขยายความสนใจเหล่านั้นไปในแง่มุมอื่นๆ
  2. สนทนากับเด็กด้วยคำง่ายๆ ชัดเจน เป็นสถานการณ์จริงหรือรูปภาพ จะทำให้เด็กเข้าใจง่ายและเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว
  3. การใช้คำสั่งกับเด็กต้องมีความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย
  4. สนับสนุนให้เด็กเข้าเรียนร่วม ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้
  5. สนับสนุนกิจกรรมหลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อลดความสนใจและความเคยชินที่ซ้ำๆ

 

ที่มา – นพ.จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ข้อมูลทางแพทย์ ข้อมูลทางแพทย์
28 กรกฏาคม 2560
5 ข้อควรรู้ก่อนพาลูกน้อยไปว่ายน้ำ
ข้อมูลทางแพทย์
ท้องตอนอายุ 35 มีปัญหาหรือไม่ ?
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ก่อนปรุงอาหาร แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนจะต้องล้างเนื้อสัตว์ก่อนนำมาปรุงอาหารใช่ไหมคะ เพราะคิดว่าจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและทำให้เราปรุงอาหารได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ความคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนไป เมื่อมีรายงานว่าการล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุงไม่ได้ช่วยทำให้สะอาดขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายไปยังวัตถุดิบอื่นๆ รายงานของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการล้างเนื้อไก่ดิบ และกล่าวอีกว่า ถึงแม้รายงานนี้อาจจะขัดต่อความเชื่อและความรู้สึกของผู้ทำอาหารจำนวนมาก แต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงเหตุผลที่ไม่ควรล้างเนื้อไก่ดิบก่อนปรุงอาหาร เพราะในความเป็นจริงการล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุงกลับยิ่งทำให้แบคทีเรียก่อโรค เช่น ซาลโมเนลลา แพร่กระจายไปทั่วชิ้นเนื้อ และเมื่อเราสัมผัสเนื้อไก่ดิบที่มีเชื้อโรคแล้วไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่ พอไปจับอุปกรณ์ทำอาหารหรือวัตถุดิบอื่นก็ยิ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้การใช้น้ำประปาล้างเนื้อสัตว์ดิบทุกชนิดก่อนปรุงอาหารล้วนเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายกว่าเดิม โดย USDA ยืนยันว่าเชื้อแบคทีเรียที่พบในเนื้อสัตว์จะตายและบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตราย หากปรุงสุกด้วยความร้อนขั้นต่ำตั้งแต่ 62-73 องศาเซลเซียส ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าเนื้อสัตว์ที่จะใช้มีคราบหรืออยากกำจัดชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการก็ให้ใช้กระดาษเปียกซับคราบหรือดึงชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง จากนั้นต้องล้างมือด้วยสบู่ให้ทั่วไม่ต่ำกว่า 20 วินาที และทำความสะอาดอ่างล้างจานก็เตรียมวัตถุดิบอื่นๆ ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายต่อเชื้อโรคได้ อ้างอิงจาก voicetv.co.th fsis.usda.gov
23 สิงหาคม 2562