fbpx

กรดโฟลิก สารอาหารสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

Writer : blahblahboong
: 31 กรกฏาคม 2561

คุณแม่มือใหม่หลายๆ ท่าน อาจจะเคยได้ยินโครงการของรัฐบาลที่แจกโฟลิกเพื่อสนับสนุนการมีบุตรกันใช่ไหมคะ แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าตัวโฟลิกที่เค้าแจกเนี่ยมีประโยชน์ในด้านไหนบ้าง ควรทานเมื่อไหร่ ในปริมาณเท่าใด แล้วเราสามารถหาทานจากอาหารชนิดใดได้อีกบ้าง วันนี้เรามารู้จักกับกรดโฟลิกให้มากขึ้นกันค่ะ

กรดโฟลิก คือ

เป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามินบี ที่ละลายในน้ำ มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมอง และสังเคราะห์โปรตีน ปัจจุบันมีการสกัดออกมาให้อยู่ในรูปแบบเม็ดรับประทานสะดวก

ควรทานตอนไหน

  • ควรทานล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ 1 – 3 เดือนและทานต่อไปเรื่อยๆ จนอายุครรภ์ถึง 3 เดือน
  • ปริมาณที่ควรทานคือประมาณ 180 – 200 ไมโครกรัม/วัน
  • สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ให้เพิ่มเป็น 2 เท่า
  • ในระยะให้นมบุตร ให้ทานประมาณ 280 ไมโครกรัม/วัน ในช่วง 6 เดือนแรก และ 260 ไมโครกรัม/วัน ในช่วง 6 เดือนหลัง

ประโยชน์ของโฟลิก

  • ช่วยให้เจริญอาหาร
  • รักษาภาวะโลหิตจาง
  • บำรุงผิวพรรณ
  • ป้องกันอาการแพ้จากอาหารเป็นพิษ
  • ป้องกันการพิการของเด็กทารก
  • ช่วยสร้างน้ำนมหลังคลอดบุตร

อาหารที่มีกรดโฟลิก

  • ไข่แดง
  • ตับ
  • ผักใบเขียวเข้ม
  • แครอท
  • ถั่วลันเตา
  • ฟักทอง
  • อาโวคาโด
  • ถั่ว

อันตรายเมื่อขาดโฟลิก

  • ความจำไม่ดี
  • ซึมเศร้า
  • มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์
Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



7 อาหารเสี่ยงท้องเสียสำหรับคุณเเม่
เตรียมตัวเป็นแม่
ความกังวลของ (คนกำลังจะเป็น) แม่
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort