7 นิสัยของพ่อแม่ที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของลูก

Writer : giftoun
: 18 เมษายน 2562

ใครๆ ก็อยากให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกันทั้งนั้น หารู้ไม่ว่ามีนิสัยของพ่อแม่บางอย่างที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของลูกไปโดยไม่รู้ตัว จะมีนิสัยแบบใดบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ

ห้ามนู่น ห้ามนี่

บางบ้านคุณพ่อคุณแม่จะเป็นคนที่ชอบห้ามทำอะไรก็ตามที่อยู่นอกกฎเกณฑ์เด็ดขาด บางทีห้ามเยอะเกินไปจนสุดท้ายลูกนั้นไม่กล้ายทำอะไรเลย จริงอยู่ว่าการห้ามทำสิ่งไม่ดีนั้นจะช่วยปกป้องลูกได้ แต่ถ้าห้ามเยอะจนเกินไปก็จะกลายเป็นกำแพงกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้ค่ะ

บ่นเมื่อทำอะไรใหม่

เด็กเป็นวัยที่กล้าลองกล้าทำอะไรใหม่อยู่เสมอ สิ่งการหมั่นทำสิ่งใหม่ตลอดเวลาจะทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่นั้นมักบ่นเมื่อลูกได้ลองทำอะไรใหม่ ลูกอาจจะรำคาญพาลจะไม่อยากทำอะไรใหม่แล้วก็ได้ค่ะ

สร้างเงื่อนไขให้ลูกมากเกินไป

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เงื่อนไขต่างๆ ที่มากเกินไปจะทำให้จะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนตัดสินใจไม่ได้ ซึ่งการคิดมากเกินไปคือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของความคิดสร้างสรรค์ คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างเงื่อนไขแต่พอดีจะดีกว่าค่ะ

ไม่พาไปเจออะไรใหม่ๆ

การได้ไปเจออะไรใหม่ๆ อย่างการไปท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าให้ลูกน้อยอยู่แต่ที่เดิมๆ ไม่พาไปเจออะไรใหม่ๆ ก็จะทำลายความคิดสร้างสรรค์ไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ทำลายความมั่นใจของลูก

การทำลายความมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ ของลูกนั้น ไม่ว่าจะเป็นการค้าน การตัดกำลังใจ หรือแบบใดก็ตาม นอกจากจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจแล้ว ยังทำให้ลูกไม่กล้าทำอะไร ความคิดสร้างสรรค์ของลูกนั้นก็ค่อยๆ หายไปค่ะ

ย้ำว่าคำตอบมีข้อเดียว

ในความเป็นจริงไม่ว่าจะทำอะไรหรือแก้ปัญหาเรื่องใดนั้นมักเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทาง แต่เพราะความคุ้นชินที่สร้างขึ้นทำให้สมองของเรามักเลือกเดินไปบนเส้นทางเดิมที่เป็นเพียงคำตอบเดียว การที่คุณพ่อคุณแม่นั้นชี้นำลูกจนเกินไปทำให้ลูกนั้นเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ยากค่ะ

ใช้เหตุผลแทบทุกเรื่อง

ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาวะที่ระบบคิดเต็มไปเหตุผล และการใช้เหตุผล ทั้ง 2 อย่างเป็นประตูปิดกั้นความสร้างสรรค์ อีกทั้งยังไม่ช่วยให้เข้าใจสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง ในบางเรื่องคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรใช้เหตุผลมากจนเกินไป ควรปล่อยให้ลูกได้ใช้จินตนาการออกมาทำงานบ้างค่ะ

ความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลดละนิสัยบางอย่างที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของลูกลงไปได้จะทำให้ลูกสบายใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ได้อีกเยอะเลยค่ะ

ที่มา

Writer Profile : giftoun


  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



รวมกิจกรรมช่วงปิดเทอมสำหรับลูก
กิจกรรมของครอบครัว
เด็กวัยเข้าโรงเรียน เด็กวัยเข้าโรงเรียน
10 มิถุนายน 2562
วิธีพาลูกขึ้นขนส่งสาธารณะครั้งแรก
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
8 วิธีให้ลูกดื่มน้ำเยอะขึ้น
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
กิจกรรมของครอบครัว กิจกรรมของครอบครัว
31 มกราคม 2561
ทำอย่างไรเมื่อลูกรัก “ติดจอ”
ชีวิตครอบครัว
7วิธีสร้างให้พ่อลูกผูกพันกันมากขึ้น
กิจกรรมของครอบครัว
Update
ข้อมูลทางแพทย์ ข้อมูลทางแพทย์
4S -ภาวะสตาฟิโลค็อกคอล สเกลด์ สกิน ซินโดรม (Staphylococcal Scalded Skin Syndrome) เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังปล่อยท็อกซิน ออกมาทำให้ชั้นผิวหนังกำพร้าที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์ ทำให้มีการหลุดลอกแบบตื้นๆ สามารถรับเชื้อมาจากผู้ใหญ่ที่สัมผัสตัว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เด็กๆ ได้รับเชื้อโรคจนเป็นอันตรายต่อผิวหนัง เราก็ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาด ระมัดระวังเมื่อจะต้องใกล้ชิดสัมผัสตัวเด็ก อาการของโรค 4S มีอาการไข้ ตัวแดง ร้องงอแง เจ็บบริเวณผิวหนัง มีหนอง เยื่อบุตาอักเสบ อาการแบบนี้รีบพาไปหาหมอ เด็กนอนดิ้นไปดิ้นมาอย่างทรมาน ผิวหนังบวมเป่ง ตุ่มใสสีแดงและเหลืองขึ้นไม่หยุด มีไข้ร่วมด้วย วิธีรับมือกับโรค 4S ดื่มนมแม่สร้างภูมิคุ้มกัน ตัดเล็บลูกให้สั้นอยู่เสมอ รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ที่นอน ข้าวเครื่องใช้ของเด็ก คนใกล้ชิดล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ที่มีคนอยู่เยอะ เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การป้องกัน ล้างมือให้สะอาด ก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงการให้เด็กโดนคนอื่นหอมแก้ม โดยที่คนๆ นั้นยังไม่ได้ล้างหน้า หรือทำความสะอาดร่างกาย ถ้าเด็กมีไข้ ผิวหนังบวมแดง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
14 กรกฏาคม 2562