fbpx

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราเป็น "แอสเพอร์เกอร์" ความบกพร่องของทักษะการเข้าสังคม

Writer : Jicko
: 2 กันยายน 2564

แอสเบอร์เกอร์ซินโดรม เป็นภาวะหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชื่อและยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางครอบครัวอาจจะรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งความผิดปกตินี้เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ซึ่งส่งผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเด็กลักษณะนี้จะเข้าสังคมลำบาก แต่ก็ดูเหมือนจะฉลาดมากๆ ด้วยเช่นกัน วันนี้ Parents One จะพาไปรู้จักกับภาวะความผิดปกตินี้กัน หากเกิดขึ้นกับเด็กๆ แล้วเราจะมีวิธีทำความเข้าใจและดูแลอย่างไรกันบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

จะรู้ได้ยังไงว่าลูกเราเป็น “แอสเพอร์เกอร์”

แอสเบอร์เกอร์ซินโดรมเป็นกลุ่มออทิสติกอ่อนๆ โดยมีความบกพร่องทางด้านการสื่อสารและสังคม และมักจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามช่วงเวลา สามารถวินิจฉัยตั้งแต่เล็กหากพ่อแม่ติดตามพัฒนาการตั้งแต่เล็กๆ อย่างต่อเนื่อง

  • เป็นภาวะผิดปกติที่ดูยากมาก เพราะภายนอกดูเหมือนเด็กปกติทั่วไป ไม่มีอะไรชี้เลยว่าจะมีปัญหา
  • หากพ่อแม่ไม่เคยมีลูกมาก่อนจะดูยาก แต่พฤติกรรมจะชัดเจนเมื่อเขาอายุ 1-2 ขวบขึ้นไป
  • พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมและพัฒนาการของลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพราะรู้เร็วย่อมแก้ไขได้ผลดีกว่า

พฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้

ด้านภาษา

เด็กๆ สามารถพูดและมีทักษะการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถพูดได้ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาหรือความหมายอย่างลึกซึ้ง เช่น

  • ไม่เข้าใจมุกตลก คำล้อเลียน และคำประชดประชันต่างๆ
  • ชอบพูดคุยกับผู้ใหญ่แบบเป็นทางการ เกินกว่าอายุของลูก
  • ไม่เข้าใจคำพูด หรือ คำสั่งรายละเอียดปลีกย่อย
  • มักชอบพูดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ ที่ตนเองสนใจ

ด้านสังคม

เด็กๆ มักจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกที่ดูแปลกแยกกว่าเด็กวัยเดียวกันเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เช่น

  • ไม่สบตา ไม่แสดงสีหน้า กิริยา หรือท่าทางประกอบการเข้าสังคม
  • แยกตัวอยู่คนเดียว ไม่สนใจคนรอบข้าง
  • เล่นกับเพื่อนๆ คนอื่นไม่ค่อยเป็น
  • ไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะ
  • มักพูดคุยในเรื่องที่ตนเองสนใจซ้ำๆ เรื่องเดิม
  • ขาดความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น

ด้านพฤติกรรม

เด็กๆ มักสนใจเรื่องที่ค่อยข้างมีความซับซ้อน และเป็นเรื่องที่คนอื่นๆ มักจะไม่สนใจ หรือสนใจมากไปจนหมกมุ่น ซึ่งความสนใจนี้อาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น

  • สนใจเฉพาะเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่ซับซ้อน และชอบทำอะไรซ้ำๆ
  • มีความไวต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอกค่อนข้างมากกว่าคนทั่วไป
  • ทำอะไรเป็นเวลา ต้องทำให้เหมือนๆ กันเป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น ต้องตื่นตอน อาบน้ำ เป็นต้น
  • เด็กเหล่านี้มักมีสติปัญหาดี หรือบางรายอาจจะช้ากว่าปกติ
  • บางรายไม่มีสมาธิกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานนัก
  • มีปัญหาการจัดลำดับเหตุการณ์หรือเรื่องต่างๆ

พ่อแม่ต้องตั้งรับอย่างไร

  • ทำความเข้าใจ ยอมรับ และเชื่อว่าสิ่งที่ลูกเป็นสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้
  • พ่อแม่ต้องมีเทคนิคที่หลากหลายมาช่วยในการสอนบางอย่าง ซึ่งต้องดูเด็กเป็นหลัก และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
  • เวลาสนทนากับเด็กต้องใช้คำที่ง่าย ชัดเจน ต้องมีความสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย
  • สนับสนุนให้เด็กได้ใช้ชีวิตกับคนอื่นๆ เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน
  • พยายามสอนอยู่ตลอดและต้องสอนในทุกกๆ เรื่อง เช่น เวลาเจอเพื่อนต้องทักทายอย่างไร อยากเข้าไปเล่นกับเพื่อนต้องทำอย่างไร สอนแล้วเด็กจะทำได้ในที่สุด
  • หากิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ซ้ำเดิม
  • พ่อแม่ต้องให้ความรักและสนับสนุนเด็กอย่างถูกต้องและเหมาะสม

 

อ้างอิงจาก : โรงพยาบาลมนารมย์, นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา, กรมสุขภาพจิต สถาบันราชานุกูล

 

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



7  วิธี พิชิตการทานยากของเด็ก
ชีวิตครอบครัว
ข้อมูลทางแพทย์ ข้อมูลทางแพทย์
30 พฤษภาคม 2562
Update
ข่าว ข่าว
กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล คุณแม่คนหนึ่งเปิดเผยว่าลูกของตนถูกคุณหมอตบหน้า จนเกิดเป็นรอยแดงช้ำ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ในพื้นที่ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม คุณแม่ได้พาลูกน้อยวัย 3 ขวบไปพ่นยาที่อนามัย ระหว่างรอพ่นยา คุณแม่พาลูกนั่งตัก ปล่อยให้เล่นของเล่นตามประสา ขณะนั้นเอง ลูกเผลอทำของเล่นหล่นโดนปาก และหลุดสบถคำหยาบออกมา (คุณแม่ระบุว่าลูกพูดเสียงเบามาก พึมพำกับตัวเองคนเดียว) ซึ่งทันทีที่ลูกพูดจบก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หมอที่ทำการพ่นยาตบหน้าลูกอย่างแรง เมื่อถามถึงเหตุผลก็ได้คำตอบว่า "ลูกหมอ หมอก็ทำแบบนี้" ก่อนยื่นที่พ่นยาให้แม่แล้วเดินจากไป หลังจากพ่นยาเรียบร้อย ผู้เป็นยายทราบเรื่องราวจึงถามซ้ำ คุณหมอเล่าขยายว่า "เด็กด่าเขา" ในขณะที่เด็กอธิบายว่าด่าของเล่น คุณยายเตรียมจะเดินกลับไปถามคุณหมออีกครั้ง แต่เนื่องจากมีคนไข้ท่านอื่นมารักษา ทำให้ไม่ทันได้พูดคุยกันให้จบเรื่องจบราว ภายหลังที่กลับไปอนามัยอีกครั้ง คุณยายพูดกับคุณหมอว่า "ไม่น่าตบเด็กมันเลย หน้าหลานขึ้นรอยนิ้ว 2-3 รอยเลย" และได้รับคำตอบว่า "แล้วจะทำไม งั้นก็ไม่ต้องมาให้หมอรักษา มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย" คุณแม่จึงมาโพสต์เป็นอุทาหรณ์ เพราะไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์นี้กับตัวเอง และทวงถามถึงจรรยาบรรณของคุณหมอ ล่าสุด คุณหมอคนดังกล่าวเปิดเผยว่า ตนตบหน้าเด็กจริง โดยวันนั้นครอบครัวพาเด็กมาพ่นยา ระหว่างซักประวัติและเตรียมยาพ่น เด็กพูดชื่อคุณหมอและเอ่ยคำหยาบคายออกมา คุณหมอจึงตบไปที่แก้มข้างซ้าย 1 ครั้ง และบอกให้แม่เด็กช่วยสอนลูกด้วย แต่คุณแม่ไม่พอใจและไปบอกกับคุณยาย คุณหมอยังกล่าวอีกว่า เรื่องตบเด็กนั้นคล้ายการตักเตือน ตนโดนเด็กด่าจะตีไม่ได้เลยเหรอ ตีครั้งเดียว ไม่ได้ใช้ไม้ ครั้งเดียวด้วยปลายนิ้วมือ มันจึงขึ้นรอยแดงเป็นแนว ไม่ใช่จู่ๆ จะตีเด็ก ส่วนเรื่องที่ไล่กลับบ้าน เพราะตนเพิ่งหายจากโควิด ลูกและภรรยาก็ติดโควิดพักอยู่ชั้นบน ที่บอกให้กลับไปเถอะ หมายถึงบริเวณนี้อันตราย ด้านนายแพทย์ วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ชี้แจงว่าได้ทำการลงพื้นที่พูดคุยกับผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่เกิดเหตุแล้ว ตนให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทำการตักเตือนคุณหมอดังกล่าว และประสานงานกับกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อเข้าไปขอโทษครอบครัว ทั้งนี้…
15 สิงหาคม 2565

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save