fbpx

5ข้อปฏิบัติ ทำอย่างไรให้ลูกไม่สำลัก

Writer : OttChan
: 7 มิถุนายน 2562

วัยกัดวัยเคี้ยวของเจ้าหนูพึ่งงอกดอกไม้ในปากเป็นปัญหาที่ยากเกินจะรับมือเวลาที่ปล่อยให้ลูกรักเพลิดเพลินกับอาหารเพียงลำพังเพราะนอกจากปัญหาทานหกเลอะเทอะหรือแอบเขี่ยผักไว้ใต้ข้าว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กลัวมากที่สุดก็คือเจ้าตัวน้อยเกิดอาการสำลักอาหารในระหว่างที่กำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับมื้อโปรด

แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรได้บ้างไม่ให้ลูกมีอาการสำลัก คุณพ่อและคุณแม่จะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวดีเกิดอาการสำลัก

เราไปดูกันเลยค่ะ

1. เลือกอาหารที่ปลอดภัยให้ลูก

ตามวัยแล้วของทานเล่นนั้นเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในวัยกำลังคันฟันอยากเคี้ยวทั้งขนมกรุบกรอบ, ลูกอมหวานๆรึแม้แต่พวกอาหารแปรรูปที่มีทั้งรสชาติและกลิ่นที่ทำให้ถึงกับน้ำลายสอ หน้าที่ของผู้จัดการอาหารจึงต้องคอยดูให้ดีว่าขนาดของชิ้นที่ให้เขาทานนั้นพอดีคำหรือเล็กเกินไปหรือเปล่ารวมถึงปัจจัยความเสี่ยงในการทานที่อาจหลุดไหลเข้าไปในช่องทางเดินหายใจได้

อย่างเช่นไส้กรอกชิ้นเล็กที่เนื้อสัมผัสค่อนข้างลื่น, เม็ดถั่วผิวมันหรือแม้แต่ผลไม้ที่มีเนื้อนุ่มกัดง่ายเองก็อาจเป็นหนึ่งในตัวการทำให้สำลักเพราะกลืนลงคอไปได้อย่างง่ายดายโดยที่เด็กไม่รู้สึกว่าต้องเคี้ยวและนอกจากนี้อาหารเส้นเองก็เช่นกันที่ต้องระวังเพราะหากมีความเหนียวหรือเส้นยาวมากเกินไปก็อาจทำให้เขาเผลอกลืนลงไปได้ง่ายๆ

ดังนั้นก่อนจะนำอาหารมาให้เจ้าตัวน้อยได้ทานต้องมีการดูให้ละเอียดก่อนว่าสิ่งที่ให้ทานนั้นสุ่มเสี่ยงหรือไม่กับการสำลัก ชิ้นพอประมาณไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป

 

2. สอนให้เคี้ยวละเอียด

เป็นปกติเวลาเจอของอร่อยถูกใจก็จะรีบเคี้ยวรีบกลืนเพื่อลิ้มรสชาติของอาหารชิ้นต่อไปเพราะแบบนั้นจึงเป็นสาเหตุต้นๆที่ทำให้เกิดอาการสำลักได้ คุณพ่อและคุณแม่จึงต้องคอยดูแลให้เขาเคี้ยวจนมั่นใจแล้วว่าละเอียดจริงถึงค่อยกลืน อาจมีการนับให้ครบสิบแล้วถึงกลืนหรือหากเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์อาจให้เคี้ยวถึง20ครั้งแล้วถึงให้กลืน

นอกจากจะช่วยในเรื่องลดการสำลักได้แล้วยังช่วยให้ได้รับสารอาหารที่มากขึ้นอีกด้วยสำหรับการกินแต่ละครั้ง

 

3. นั่งทานกับเก้าอี้ประจำตำแหน่งเสมอ

มีบ้างที่ลูกน้อยชอบลงไปนอนกลิ้งเล่นไปพร้อมๆกับการทานอาหารซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีที่นั่งประจำให้แก่ลูกน้อยเพื่อทานให้เป็นที่เป็นทาง อาทิ เก้าอี้ตัวโปรดที่มาพร้อมกับถ้วยชามลายที่ลูกชอบเพื่อดึงความสนใจให้เขาอยากใช้และอยู่ให้ติดที่ตอนรับประทานอาหาร ทั้งนี้นอกจากจะช่วยป้องกันให้เขาไม่นำอาหารเข้าปากในท่าทางเสี่ยงต่อการสำลักแล้วยังเป็นการช่วยฝึกความเป็นระเบียบและมีวินัยในตัวลูกน้อยอีกด้วย

 

4. ไม่เดินไปทานอาหารไป

เวลาออกไปนอกบ้านหรือตามร้านค้า แน่นอนว่าอาหารที่หลากหลายย่อมเป็นที่ตื่นตาตื่นใจมักจะส่งผลให้ชายกางเกงหรือกระโปรงคงมีถูกดึงอยู่บ้างเพื่ออ้อนขอซื้อให้ทาน

และหลายๆครั้งเราก็มักจะทนไม่ไหวกับการขอแล้วซื้อให้ในที่สุดซึ่งในส่วนนี้เองก็อาจทำให้เกิดการสำลักได้เพราะการเดินและรับประทานอาหารไปพร้อมกันนั้นเสี่ยงทั้งการหกล้ม, โดนผู้คนชนและวิ่งกระโดดเล่นตอนเดินจึงทำให้อาหารหลุดเข้าช่องหลอดลมไปง่ายกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อซื้อของให้ลูกน้อยทานแล้วจึงควรหาที่เป็นหลักแหล่งทานให้เสร็จก่อนแล้วจึงไปเดินต่อหรือนั่งรับประทานที่ร้าน

แต่หากเป็นร้านรถเข็นหรือมีเพียงหน้าร้านก็อาจขอใส่ถุงไว้ก่อนเพื่อนำกลับไปรับประทานที่บ้านในกรณีที่เป็นของเก็บไว้ทานได้ไม่ต้องรีบร้อนรับประทาน

 

5. เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลให้เป็นวิชาติดตัว

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาและโอกาสนั้นจำเป็นที่จะต้องหาทางรับมือไว้เพราะอะไรๆก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นซึ่งหลักในการปฐมพยาบาลลูกน้อยที่มีอาการสำลักนั้นต้องใช้วิธี

5 back blow or back slap หรือการตบหลัง 5 ครั้งและกดหน้าอก 5 ครั้ง

โดยการอุ้มลูกให้นอนคว่ำลงบนหน้าตักโดยให้หัวต่ำกว่าตัวแล้วใช้มือข้างนึงประคองใบหน้าและกรามลูกไว้ก่อนใช้สันมืออีกข้างตบกลางสะบักหลังเด็ก 5 ครั้ง หากยังไม่หลุดออกให้จับนอนหงาย ศีรษะต่ำกว่าตัวเช่นเคยแล้วกดตรงกลางอกใต้ราวนม 5 ครั้งเช่นกันเพื่อให้เศษอาหารหลุดออกมาหากยังไม่สามารถช่วยได้ก็ต้องพยายามประคองสติตนไว้ให้ดีแล้วโทรเรียกรถพยาบาลมารับไปหรือต่อให้ชิ้นส่วนของกินหลุดออกมาแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรีบพาพบแพทย์ในทันทีเช่นกันเพื่อให้ตรวจร่างกายว่าได้รับการกระทบกระเทือนอะไรบ้างรึเปล่าเพื่อความปลอดภัย

และสิ่งสำคัญที่ต้องมีมากที่สุดคือ สติ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นต้องมีสติอยู่เสมอแล้วจะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายลงไปได้ค่ะ

 

ที่มา : meded, mjn.enfababys-momclubmaerakluke

Writer Profile : OttChan

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ลูกชอบพูดแทรก จะแก้อย่างไร
ชีวิตครอบครัว
แม่จ๋า! น้ำร้อนลวกหนู ทำอย่างไรดี
ข้อมูลทางแพทย์
Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama