fbpx

รวม 9 ประเภทอาหารยอดฮิตที่กินแล้ว ทำให้เด็กๆ เป็นร้อนใน!

Writer : Mneeose
: 4 กุมภาพันธ์ 2562

ร้อนในเป็นอาการยอดนิยมในวัยของเด็กๆ ซึ่งจะรู้สึกทรมานอย่างมากทั้งตัวเด็กเอง เช่น กินข้าวไม่ได้จนร้องไห้  ทานอาหารไม่อร่อยเหมือนเดิม และคุณพ่อคุณแม่ที่สงสารจนอยากจะเป็นร้อนในแทนลูก ความเจ็บแสบภายในปากที่หากรับประทานอาหารรสจัดก็จะทำให้เจ็บปวดแผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งร้อนในจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนูนผิว มีรอยขาวหรือรอยแดง พบบริเวณลิ้น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก และเพดานปากค่ะ หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจจะเป็นแผลเรื้อรังได้ค่ะ

คุณรู้หรือไม่คะว่า? ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดร้อนในขึ้น นั่นก็คือ อาหารที่เราให้ลูกกินในทุกวัน รวมทั้งพฤติกรรมที่ตามใจลูก อยากกินอะไรก็ต้องได้กินนั่นเอง งั้นเราไปดู รวม 9 ประเภทอาหารยอดฮิตที่กินแล้ว ทำให้เด็กๆ เป็นร้อนใน! กันดีกว่าค่ะ ที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกกินอาหารจำพวกนี้บ่อยๆ จะได้ไม่เป็นร้อนในค่ะ

1. ของทอด ของมัน ห้ามไว้ใจ

การทานอาหารจำพวกทอดๆ มันๆ เช่น ขนมกรุบกรอบ อาหารที่อมน้ำมัน เป็นต้น หากทานมากจนเกินไป จะทำให้ลูกเป็นร้อนในได้ง่ายขึ้นค่ะ เพราะของมันของทอดเราถือว่าเป็นอาหารธาตุร้อน หากกินในปริมาณที่มากเกินจะทำให้ร่างกายไม่สมดุลตามหลักการ “หยินหยาง” ของทางการแพทย์แผนจีนนั่นเอง

 

2. Fast Food และ Junk Food

อาหารฟาสฟู้ด และจั๊งค์ฟู้ด คือ อาหารที่ปรุงสำเร็จไว้แล้ว หรือใช้เวลาอันสั้นมาก พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าได้ในทันที เน้นความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนของอาหาร และความรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการและมีรสชาติเค็มกว่าอาหารปกติ  เช่น เฟรนฟราย  แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท น้ำอัดลม ลูกอม เป็นต้น อาหารพวกนี้แหละ คือ ตัวการที่ทำให้เกิดความร้อนสะสมในร่างกาย แต่ถ้าอยากทานจริง ๆ ก็ทานได้ในปริมาณน้อยๆ ค่ะ

 

3. อาหารรสจัดทุกประเภท

การทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือหวานจัด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนในได้ค่ะ เพราะการกินอาหารที่มีรสชาติจัดๆ จะยิ่งทำให้ลิ้นเราชา รับรสได้แค่รสอาหารชนิดนั้นๆ ได้อย่างเดียว จึงลดการรับรู้ของรสชาติภายในปาก ซึ่งหากรสชาตินั้นเป็นรสเผ็ดด้วยแล้ว ก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดเเผลร้อนในในปากได้มากขึ้นนั่นเอง หากไม่อยากเป็นร้อนในควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กระเทียม หอม ขิง ฯลฯ

 

4. ของหวาน ความอร่อยที่ต้องระวัง

ของหวานในที่นี้ เช่น พวกเบเกอรี่ ไอศกรีม เค้กต่างๆ ซึ่งมีรสหวานนุ่มจนถึงเลี่ยน ยิ่งทานเยอะๆ เด็กยิ่งหลงรัก ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราต้องกำหนดปริมาณการกินของหวานให้เพียงพอต่อร่างกายของลูก และไม่ให้ทานของหวานมากเกินไป เพราะนอกจากจะเกิดร้อนในแล้ว ยังทำให้ลูกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

 

5. ผลไม้ฤทธิ์ร้อน

ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่ให้น้ำตาล และมีความหวานมาก ให้พลังงาน(แคลอรี่) ค่อนข้างสูง ยิ่งมีฤทธิ์ร้อนมากเท่าไร หากทานผลไม้ชนิดนั้นมากๆ ก็ทำให้เกิดร้อนในขึ้นได้ อาทิ ลำไย ทุเรียน ขนุน ลิ้นจี่ ละมุด องุ่น มะม่วงสุก รวมทั้งข้าวเหนียวมะม่วงอีกด้วย นอกจากนี้ผลไม้ฤทธิ์ร้อนยังรวมถึง ผลไม้ทุกชนิดที่ผ่านความร้อน แช่น การอบ นึ่ง ปิ้ง ย่าง ต้ม ทอด หรือตากแห้ง เป็นต้น

 

6. ผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด

ผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ส้ม และมะนาว สับปะรด หากเราให้ลูกกินผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนมากไปก็ไม่ดี ทำให้เป็นร้อนใน แต่หากกินผลไม้ฤทธิ์เย็นมากไปก็อาจไม่สบายได้ เราจึงควรกินผลไม้ให้ร่างกายสมดุล

 

7. อาหารบางชนิดที่เด็กเกิดอาการแพ้

การที่เด็กแพ้อาหารบางชนิด นอกจากจะเกิดอาการคัน และมีผื่นขึ้นตามผิวหนังแล้ว ในเด็กบางคนยังทำให้เกิดแผลร้อนในปากด้วยค่ะ เช่น แพ้เนยแข็ง นมวัว ช็อกโกแลต กาแฟ โค้ก ของเผ็ด แป้งข้าวสาลี ผลไม้จำพวกส้ม เป็นต้น

 

8. หมากฝรั่ง

เมื่อเราให้ลูกเคี้ยวหมากฝรั่ง เด็กที่อายุยังน้อยอาจเผลอไปกัดปากตัวเอง หรือลิ้นของตนเองขณะเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออาหารที่เหนียวๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นแผลในปากจนเป็นร้อนในได้นั่นเองค่ะ

 

9. ทานอาหารที่ร้อนจนเกินไป

เมื่อเรารีบทานอาหารเร็วเกินไป จนลืมไปว่าอาหารนั้นเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ยังร้อนอยู่ อาจทำให้ลวกปากเราได้ ยิ่งเมื่อลูกเกิดอาการหิว จนรีบกินแบบไม่ทันดู ก็จะทำให้อาหารนั้นลวกปากลูกได้ จนเกิดอาการลิ้นชา และเป็นแผลในปากตามมาค่ะ

เห็นไหมล่ะคะว่าอาหารที่เราทานกันอยู่เป็นประจำในทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดร้อนใน คงจะดีกว่าถ้าเราป้องกันไม่ให้อาการร้อนในมาคุกคามลูกๆ และคนที่เรารัก วันนี้ Parents One จึงขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักกับยาน้ำสมุนไพรเขากุยอ้วยอันโอสถค่ะ ซึ่งช่วยแก้ร้อนใน เป็นไข้ ที่สำคัญ คือ ปลอดภัยจากสารเคมี ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พกพาสะดวก หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ อาการร้อนในที่เป็นอยู่ก็อาจจะหายได้เร็วขึ้นค่ะ ราคาน่ารักเพียงขวดละ 45 บาท

เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องหาวิธีที่จะรักษาอาการร้อนในแบบอื่นให้ยุ่งยาก ถ้าเรารู้จักดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการร้อนในอื่นๆ เท่านี้อาการร้อนในก็จะไม่มายุ่งกับเราและคนที่เรารัก แถมกินข้าวได้อร่อยเหมือนเดิมอีกด้วย

#ยาน้ำแก้ร้อนในเขากุยตราอ้วยอันโอสถ #ยาน้ำเขากุยสกัดจากสมุนไพรจีน#ยาน้ำเขากุย #ไม่มีสารเคมี

Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
การเป็นคุณแม่นี่ใครบอกว่าจะเป็นได้สบายๆ เพราะนอกจากจะต้องอุ้มครรภ์ตั้ง 9 เดือนแล้ว ยังต้องเสี่ยงกับภาวะ "โรคซึมเศร้าหลังคลอด" ด้วยนั่นเอง โรคซึมเศร้าหลังคลอด คือ โรคยอดฮิตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่รวดเร็ว ทำให้อารมณ์ของคุณแม่มีการแปรปรวน โดยเฉพาะเมื่อตอนที่อยู่กับลูกน้อย ที่เราจะต้องดีใจเมื่อได้คลอดเขาออก แต่มันกลับตรงกันข้าม!! ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ทรมานใจของแม่ๆ มากเลยค่ะ หลายคนมักจะสับสนกับ Baby blue ซึ่งเป็นอาการเศร้าเล็กน้อยของแม่ๆ ด้วยเช่นกันค่ะ แต่ว่าแตกต่างกันตรงที่ Baby blue คุณแม่จะหายหลังจากวันคลอดประมาณ 2-3 วัน อาจเพราะเหนื่อยล้า และยังไม่ชินกับการมีลูกน้อย แต่ว่าโรคซึมเศร้าหลังคลอดจะไม่หายเลย ถ้าหากคุณแม่ไม่ได้รับการรักษา กรณีที่ร้ายแรงที่สุด คือ ถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มีค่ะ เพราะฉะนั้นเราเลยอยากจะมาแชร์ 10 ความในใจที่คุณแม่ซึมเศร้าหลังคลอดอยากบอกให้ทุกคนได้รับรู้ เพื่อที่จะได้เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคนี้ เเละช่วยกันให้กำลังใจคุณแม่ๆ กันด้วยนะคะ (more…)
25 กันยายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort