fbpx

อย่าให้ความรุนแรงในบ้าน กลายเป็นเรื่องปกติ

Writer : OttChan
: 10 กรกฏาคม 2563

ในปัจจุบันความรุนแรงในสังคมบางครั้งอาจจะไม่ใช่เพียงนอกบ้านหรือมาจากคนอื่นแต่กลับกลายเป็นคนใกล้ตัวในบ้านนี่แหละที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะกันของพ่อแม่, การทะเลาะของญาติพี่น้องหรือร้ายแรงที่สุดคือพ่อแม่ที่ลงไม้ลงมือกับลูกโดยใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ซึ่งไม่นานมานี้ก็มีข่าวออกมามากมายถึงบุคคลในบ้านกลับกลายเป็นภัยที่อันตรายที่สุดไม่ว่าจะข่าว พ่อข่มขืนลูก แม่ทุบตีทำร้ายลูกด้วยข้าวของในบ้านจนเกือบถึงชีวิต และแนวโน้มความรุนแรงนี้ก็มีมากขึ้นทุกวันโดยไม่มีทีท่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อย

ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างและบางครั้งแม้แต่ตัวของคุณพ่อคุณแม่เองก็อาจจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้หลังได้พลั้งทำสิ่งที่ไม่ดีลงไปแล้ว

ในวันนี้ทาง Parents One ขอมาแจกแจงประเภทของความรุนแรงและแนวทางในการช่วยเหลือนะคะ

ความรุนแรงในครอบครัวมีอะไรบ้าง

เมื่อขึ้นชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัว หลายๆ คนอาจคิดว่าหมายถึงการทารุณหรือทำร้ายร่างกายจนถึงชีวิตแต่ในความจริงแล้ว ความรุนแรงในครอบครัวนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ทำร้ายกาย แต่การทำร้ายจิตใจเองก็ถือเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน และสิ่งที่เป็นความรุนแรงแฝงจนเราไม่ทันได้สังเกตมีดังนี้

  • การตำหนิ, ดุด่าแรงๆกับสมาชิกในครอบครัว
  • ทำโทษ, ทุบตีรุนแรงกว่าเหตุ
  • ยึดสิ่งของ, ทำลายทรัพย์สินของคนในบ้าน
  • กักบริเวณ, ไม่ยอมให้อิสระในการใช้ชีวิต
  • ข่มขืน, การกระทำชำเรา
  • บังคับให้แต่งงานหรือขายบริการโดยบุคคลในบ้านไม่ยินยอม
  • ไม่ให้ความใส่ใจกับคนในครอบครัว จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการกระทำในส่วนไหนก็ส่งผลต่อความรู้สึกคนในบ้านอย่างมาก และทุกปัญหาของความรุนแรงก็มักจะมีที่มาที่ไปที่เราคาดไม่ถึงอยู่บ่อยครั้ง

สาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว

โดยปกติแล้วทุกคนมักวาดฝันภาพครอบครัวแสนอบอุ่นที่มี พ่อแม่และลูกให้ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ใครจะรู้ได้ว่าในความสมบูรณ์พร้อมตรงนี้ก็สามารถมีปัญหาเกิดขึ้นได้มากมายที่ก่อให้เกิดเป็นสาเหตุความรุนแรงที่เราไม่คาดคิด

  • ความเครียดจากการใช้จ่ายที่สวนทางกับรายได้
  • ความรักความผูกพันเริ่มมีปัญหา, ความคิดเห็นไม่ตรงกัน
  • สภาวะจิตของสมาชิกภายในบ้านที่อาจมีความผิดปกติบางอย่าง
  • ความเชื่อต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นที่สามารถใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
  • การวางอำนาจที่ไม่มีขอบเขตมากเกินพอดี
  • ไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน
  • สภาพสังคม, ความเป็นอยู่ที่เป็นพิษต่อการใช้ชีวิต

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมครอบครัวในตอนนี้ต้องพบเจอกับความกดดันทั้งสภาพเศรษฐกิจ, ความเป็นอยู่และภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่เริ่มจะตึงมือและเกินความสามารถที่จะประคองความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ได้ ผลกระทบที่ตามมาจึงนำไปสู่การแก้ไขอย่างผิดๆ หรือทำให้เกิดการบั่นทอนคุณค่าของคนในบ้านลง และที่ซ้ำร้ายที่สุดความเครียดเหล่านั้นอาจส่งผลให้เกิดภาวะทางจิตขึ้นได้, ทำให้อารมณ์ร้าย, เสพติดสารมึนเมา และรุนแรงสุดก็คงหนีไม่พ้นกลายเป็นโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ไม่เช่นนั้นแล้วคนในบ้านก็อาจตกเป็นเหยื่อทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยไม่รู้ตัวจากความเครียดของสมาชิกครอบครัว

แนวทางแก้ไขหรือลดความรุนแรงในครอบครัว

เมื่อเห็นว่าความรุนแรงนั้นเกิดจากปัญหาทั้งจากภายในครอบครัวและสังคมภายนอกจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยากมากในการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวเพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราจะกลับกลายเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายของคนที่เรารัก ฉะนั้นแล้วเราจะมาเสนอหนทางการแก้ไขให้ทุกบ้านได้ลองนำไปปรับใช้และเตือนตัวเองอยู่เสมอในดารรักษาความสัมพันธ์อันดีของคนในบ้านไว้นะคะ

  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้ขาดสติ อาทิ การดื่มสุราปริมาณมาก ,เล่นพนันจนติดเป็นนิสัย, ใช้อารมณ์อย่างไม่ควบคุม, เสพติดสิ่งผิดกฏหมาย
  • ใช้เหตุและผลให้มากกว่าการใช้อำนาจและลำดับอำนาจ ให้เกียรติกันและกันในทุกๆ เรื่องที่สามารถทำได้และให้เกียรติทุกคนในบ้านไม่ว่าจะเด็ก, คู่ครอง, ผู้สูงวัย
  • เมื่อเกิดความเครียด ควรจัดการอารมณ์ตนเองให้ได้ ไม่ลงกับคนอื่นหรือหากทนไม่ไหว ควรขอความช่วยเหลือหรือต้องการการปรึกษามากกว่าที่จะใช้ความโกรธในการแสดงความรู้สึกออกไป
  • ไม่ใช้ค่านิยมชายเป็นใหญ่, หญิงใช้อารมณ์ได้ตามใจ, เป็นเด็กทำอะไรก็ไม่ผิด มาเป็นชนวนการทะเลาะภายในบ้าน เพราะทุกสิ่งล้วนต้องมีความพอเหมาะพอดีในการใช้ เช่น คุณพ่อใช้ความเป็นผู้ใหญ่ในการอบรมลูกแต่ไม่ใช่เพราะพ่อเป็นพ่อถึงมีสิทธิ์ว่า, คุณแม่ใช้ความเข้าใจในการพูดคุยมากกว่าออกคำสั่งให้ทำตาม
  • ในกรณีเป็นความรุนแรงด้านที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นการลวนลามทางเพศ, ทำร้ายร่างกายถึงกับมีการบาดเจ็บสาหัส ต้องรีบแจ้งหน่วยงานต่างๆเข้าช่วยเหลือด้วยเบอร์ 1300 รับร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง
  • เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ก็ตามอย่ายอมตกเป็นเหยื่อ รีบหาทางหนีหรือคนช่วยเหลือทันที ไม่ว่าจะกับตนเองหรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว
  • หากสภาพจิตใจถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ต้องรีบพบจิตแพทย์เพื่อช่วยเยียวยาให้ดีขึ้นอย่างเร็วไว

คงเห็นได้แล้วนะคะว่าทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลาและการควบคุมตนเองอยู่ไม่มากก็น้อยในแต่ละตัวบุคคล รวมทั้งมีปัจจัยที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยตนเองจนต้องให้ผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่นเข้ามาดูแล อย่าทำให้ความรุนแรงเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่เคยชินจนถึงวันที่สายเกินจะแก้ เพราะสถาบันครอบครัวนั้นคือสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของทุกคนในการเติบโตและออกไปเผชิญกับชีวิตในโลกภายนอก

หากครอบครัวไม่มีความสุขหรือต้องกลายเป็นฝันร้ายของใครคนใดคนหนึ่งภายในบ้านแล้วก็อาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ตามมาไม่ว่าจะทางการถูกทำร้าย, ถูกกระทำชำเราและกลายเป็นปัญหาทางด้านจิตใจจนเกิดโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด

ความรุนแรงหรือการใช้อารมณ์ไม่เคยสร้างประโยชน์หรือความสำเร็จให้กับใคร เช่นนั้นแล้วอย่าให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและยอมรับได้เลยนะคะ

 

ที่มา : sites.google , news-th.churchofjesuschrist.orgoicthaihealth

Writer Profile : OttChan

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



กำลังใจที่ไม่เคยสังเกต
ชีวิตครอบครัว
ลูกชอบพูดแทรก จะแก้อย่างไร
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama