fbpx

4 รูปแบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่ บ่งบอกว่าลูกจะเป็นอย่างไรในอนาคต

Writer : Lalimay
: 10 ตุลาคม 2561

รากฐานของการเลี้ยงดูเป็นสิ่งที่ส่งผลว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาในลักษณะไหน ซึ่ง Diana Baumrind นักจิตวิทยาชาวอเมริกันศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเด็กและรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างยาวนาน เราลองมาดูกันค่ะว่าหากเราเลี้ยงลูกใน 4 รูปแบบนี้ลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหน

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style)

การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่สนับสนุนให้ลูกมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะของเด็ก คือให้เด็กมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ แต่ก็มีการกำหนดขอบเขตพฤติกรรม มีการใช้เหตุและผลทั้งของพ่อแม่และลูกมาประกอบกัน พ่อแม่แบบนี้จะมีความคาดหวังสูงแต่ไม่ได้เคร่งครัดจนเกินไป และมีการให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อลูก ส่งเสริมให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของครอบครัว

อนาคตของลูก

  • เป็นเด็กที่มีความสุขและโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
  • ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี
  • เป็นคนจิตใจดี มองโลกในแง่ดี
  • มีทักษะทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้
  • มีความเชื่อมั่นในตนเอง และเห็นคุณค่าในตัวเอง
  • มีระเบียบวินัย มีความอดทน พยายาม มีความรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะ

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style)

การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่มีความเข้มงวด มีระบบ ควมคุมและวางกฎเกณฑ์ให้ลูกทำตามอย่างเข้มงวด เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดไว้เพื่อลูก และคาดหวังให้เด็กต้องทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อธิบายเหตุผลที่ทำน้อยมากหรือแทบจะไม่อธิบายเลย พ่อแม่ในกลุ่มนี้มักฝึกหรือสอนลูกด้วยการลงโทษ ดุ ด่า มากกว่าการฝึกระเบียบวินัย มีการเรียกร้องสูงแต่กลับไม่เอาใจใส่หรือตอบสนองความต้องการจริงๆ ของลูก

อนาคตของลูก

  • ว่านอนสอนง่าย มีความเป็นระเบียบ ซื่อสัตย์
  • ควบคุมตัวเองเก่ง (แต่เมื่อควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จะระเบิดอารมณ์ออกมารุนแรง)
  • อยู่ที่บ้านดูเรียบร้อย แต่พออยู่ข้างนอกจะแสดงความก้าวร้าวรุนแรง
  • ขี้กลัว หรือขี้อายมากๆ
  • ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ เพราะถูกกำกับอยู่ตลอดเวลา
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่เห็นว่าตนเองมีคุณค่า
  • ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ยาก เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่จัดการให้ทุกอย่าง
  • ขาดทักษะทางสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ไม่ค่อยดี

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)

การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่สนับสนุนและรักลูกมาก ปล่อยให้ลูกทำทุกอย่างที่ต้องการโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ไม่มีการฝึกระเบียบวินัย ใช้การลงโทษน้อยมาก พ่อแม่อาจให้คำปรึกษาหรือพยายามใช้เหตุผลกับลูก แต่ไม่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรม เมื่อมีการตั้งกฎมักจะให้ลูกทำตามกฎไม่ได้เพราะตนเองใจอ่อน เมื่ออยากให้ลูกทำอะไรมักจะใช้รางวัลเป็นสิ่งล่อ  พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักพบบ่อยในครอบครัวที่มีลูกยาก มีลูกเมื่ออายุมาก ลูกเจ็บป่วยรุนแรงหรือป่วยบ่อย เป็นต้น

อนาคตของลูก

  • เป็นคนไม่มีวินัย ไม่มีความรับผิดชอบเพราะไม่เคยฝึก
  • คิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
  • ไม่เชื่อฟังคนอื่น ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้
  • ขาดทักษะที่ต้องใช้ในการอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่น การแบ่งปัน การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • เห็นคุณค่าในตัวเองสูง
  • บางครั้งอาจรู้สึกไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะไม่มีกฎระเบียบให้ทำตาม

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)

การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่ใส่ใจลูกน้อยมาก ไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการใดๆ ของลูก เช่น ไม่เล่นด้วย ปล่อยให้เล่นเองคนเดียว เมื่อลูกเข้าหาก็ไม่สนใจ หรือสนใจแบบให้ผ่านไปที ไม่สนใจที่จะแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กเพราะรู้สึกเป็นเรื่องเสียเวลาและยุ่งยาก โดยส่วนมากพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังทอดทิ้งลูก เพราะสนใจแต่หน้าที่การงาน หรือปัญหาในชีวิตตัวเอง

อนาคตของลูก

  • เรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตนเอง
  • มองโลกในแง่ร้าย มักต่อต้านสังคม
  • รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง
  • รู้สึกไม่ไว้วางใจคนอื่น และกลัวเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่น
  • ขาดทักษะทางสังคมที่ดี ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้
  • อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงเมื่อโตขึ้น เช่น ติดยา ยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรม

แต่อย่างไรก็ดีการเลี้ยงดูเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่ส่งผลต่ออนาคตของลูก เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กในอนาคตเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



เด็กอายุ 2-5 ขวบ เด็กอายุ 2-5 ขวบ
29 มิถุนายน 2560
รออยู่ที่เดิมนะ
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีที่มีคุณแม่วัยใสโพสต์คลิป TikTok ป้อนข้าวลูกในท่านอน ซึ่งเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของทารก เพราะจะทำให้เด็กเกิดการสำลักจนเศษอาหารหลุดเข้าไปในหลอดลม อุดตันทางเดินหายใจ ส่งผลให้เด็กหายใจไม่ออก ปอดแฟบ ปอดพอง หรือเป็นหอบหืดได้ และหากเศษอาหารหลุดเข้าไปในปอด อาจเกิดภาวะปอดติดเชื้อตามมา เป็นอันตรายถึงชีวิต นายแพทย์สุวรรณชัยจึงแนะนำว่า "การป้อนอาหารลูกน้อยควรจัดให้ลูกอยู่ในท่านั่ง ประคองศีรษะให้ตรง ป้อนอาหารให้พอดีคำ โดยควรเริ่มให้อาหารหลังจากอายุ 6 เดือนขึ้นไป" ส่วนการเลือกอาหารนั้น ควรเลือกให้เหมาะสมตามวัยของลูก กินควบคู่กับนมแม่ต่อเนื่องไปจนอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น ในช่วงแรกควรให้อาหารในปริมาณน้อยๆ มีความเหลว ง่ายต่อการฝึกกลืนและดีต่อกระบวนการย่อยอาหาร หมั่นสังเกตอาการท่าทีของเด็กหลังกินอาหารชนิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยกิน แล้วจึงเพิ่มปริมาณทีละน้อยให้เหมาะสมกับช่วงอายุ อ้างอิงจาก https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/060865/?fbclid=IwAR132LqbnR8KiqHpL6TxlykvBcfz0sxzmb4b4tCs1s-G7LslveaMn2ZoLIc
8 สิงหาคม 2565

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save