fbpx

7 สิ่งที่ลูกต้องเตรียมพร้อมก่อนไปโรงเรียนครั้งแรก

Writer : Lalimay
: 26 กุมภาพันธ์ 2562

ก่อนจะถึงเวลาที่เจ้าตัวเล็กจะเข้าโรงเรียนครั้งแรก คุณพ่อคุณแม่อาจกังวลว่าควรจะเตรียมตัวให้ลูกยังไง มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อมเป็นพิเศษรึเปล่า วันนี้เราเลยรวม 7 สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนพาลูกเข้าโรงเรียนมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนค่ะ

การช่วยเหลือตัวเอง

ลูกควรช่วยเหลือตัวเองได้เรื่องพื้นฐาน เช่น การติดกระดุม การถอดเสื้อผ้า การกินข้าว การเข้าห้องน้ำ การอาบน้ำ เพื่อที่ทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจและกล้าไปช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ลูกมีน้ำใจโดยคาดไม่ถึง

การเล่นกับคนอื่น

พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกเล่นตามกติกา เพราะการที่ต้องเล่นตามกติกาเท่ากับเป็นการควบคุมความรู้สึกอยากเอาชนะ ทำให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจไปเสียหมด การยอมรับกติกาและรู้จักพ่ายแพ้ได้เพื่อความสนุกของทุกคน การที่พ่อแม่ฝึกฝนให้ดี จะทำให้ลูกเล่นกับเพื่อนได้สนุก แต่ถ้าพ่อแม่ยอมให้ลูกชนะ มีการเปลี่ยนกติกาเพื่อลูก ก็จะทำให้ลูกเล่นและเข้ากับเพื่อนได้ยาก

การเล่นขั้นพื้นฐาน เช่น เล่นซ่อนหา วิ่งไล่จับ จระเข้ขึ้นบก

ความสัมพันธ์ระหว่างมือและตา

พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกใช้มือได้คล่องทั้งสองข้าง เพราะการใช้ชีวิตในโรงเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนจำเป็นต้องมีรากฐานการใช้มือที่ดีและจะต้องมีการประสานกันระหว่างมือกับตา ทั้งในการเขียนหนังสือ วาดรูป พับกระดาษ รวมไปถึงการเล่นโยนลูกบอล เป่ายิงฉุบ เล่นหมากเก็บ ซึ่งการฝึกเล่นหรือทำสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้ลูกใช้มือได้คล่องและประสานกับตามากขึ้น

การใช้กล้ามเนื้อใหญ่

กล้ามเนื้อใหญ่คือกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างแขนหรือขา พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกออกกำลังกายและเล่นกลางสนามให้มากที่สุด เช่น การวิ่ง ถีบจักรยาน เตะบอล ว่ายน้ำ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อแขนขาเติบโตแข็งแรง ทำงานได้คล่องแคล่ว อีกทั้งยังให้ความสนุกและช่วยคลายเครียดได้ด้วย

การพูดและการสื่อภาษา

เด็กวัยเข้าโรงเรียนหรืออายุ 3 ขวบสามารถนำคำมาผสมเป็นประโยค และพูดให้เราเข้าใจเนื้อหาได้มากเกินครึ่ง ซึ่งการฝึกพูดนั้นต้องฝึกทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนในบรรยากาศสบายๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องบังคับให้ลูกพูดได้ เพราะจะสร้างความกดดันจนลูกไม่กล้าพูด นอกจากจะฝึกให้พูดได้แล้ว ยังต้องสอนให้ลูกกล้าพูดด้วย โดยเด็กจะพัฒนาความสามารถในการพูดและสื่อความหมายได้ใกล้เคียงผู้ใหญ่ตอนอายุประมาณ 7 ขวบ

การจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง

การที่พ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่นกับลูกจนลูกมั่นใจในความรักของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกสามารถพิมพ์ภาพพ่อแม่ไว้ในใจ และจัดการกับความกังวลที่ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ที่เป็นที่รักได้ดีมากขึ้น ในช่วงแรกลูกอาจทำได้ไม่ดี มักร้องไห้งอแง กอดแม่ไม่ปล่อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติใน 2 อาทิตย์แรก ที่พ่อแม่ควรทำคือใจแข็งเข้าไว้

การปรับตัว

พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกทำอะไรเป็นเวลา เวลากินก็ควรกิน เวลานอนก็ควรนอน เพราะเมื่อลูกเข้าโรงเรียนแล้วทุกอย่างล้วนมีเวลากำกับ นอกจากนี้การไปโรงเรียนที่ถือเป็นเรื่องที่ปรับตัวที่ค่อนข้างยากสำหรับลูก เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนที่บ้าน ทั้งรสชาติอาหาร สภาพแวดล้อม มีกติกาต่างๆ เพิ่มเข้ามามากมาย ดังนั้นการที่ให้ลูกได้อยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่มีบรรยากาศสบายๆ มีคุณครูที่เข้าใจเด็กก็จะช่วยให้ลูกปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



วิธีรับมือเมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
เด็กวัยเข้าโรงเรียน เด็กวัยเข้าโรงเรียน
27 ธันวาคม 2560
โรงเรียนอนุบาลทางเลือกที่โดนใจคุณแม่
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
7 สิ่งที่ต้องคำนึง ในการเลือกโรงเรียนให้ลูก
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
ทำไมลูกชอบร้องไห้ก่อนไปโรงเรียน
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
Update
ข่าว ข่าว
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Applied Developmental Psychology เผยว่าเด็กที่พูดได้น้อย มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์อารมณ์เสียง่ายและรุนแรงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ที่มีทักษะภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยงานวิจัยนี้ได้มีการสำรวจผู้ปกครองจากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 คนที่มีลูกเล็กอายุตั้งแต่ 12-38 เดือน เพื่อเก็บผลสำรวจจากการตอบคำถาม ในเรื่องของพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมทางอารมณ์ของลูกในแง่ของความฉุนเฉียว ผลสำรวจออกมาว่า เด็กที่พูดได้ต่ำกว่า 50 คำ หรือไม่สามารถประสมคำได้ภายในอายุ 2 ปี จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เด็กพูดช้า” โดยเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง และบ่อยกว่าเด็กที่มีทักษะภาษาระดับปกติในอัตราเกือบ 2 เท่า ซึ่งความรู้สึกหงุดหงิดง่ายและทักษะทางภาษาที่ล่าช้า นั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติทางภาษาและการเรียนรู้ในภายหลัง เด็กที่พูดช้าราว 40% จะมีปัญหาทางภาษาเรื้อรัง ที่อาจกระทบความสามารถทางวิชาการของเด็กได้ อ้างอิงจาก https://www.mcot.net/view/5dd62d74e3f8e40b2f3b6931
22 พฤศจิกายน 2562