ทันโรคไข้เลือดออก รู้ก่อนป้องกันได้

Writer : Jicko
: 8 พฤศจิกายน 2561

โรคไข้เลือดออกในเด็กถือว่าเป็นโรคที่น่ากลัวอีกโรคหนึ่งซึ่ง โรคไข้เลือดออกนี้มาพร้อมกับฤดูฝนและน้ำขัง ซึ่งถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายนั้นเอง  ซึ่งเมื่อติดเชื้อ จะมีอาการแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน ซึ่งผู้ปกครองครัวเฝ้าระวัง ไม่ควรละเลย อาการป่วยของเด็กๆ เลย เพราะเจ้าโรคนี้มีความอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรปล่อยให้เด้กๆ โดยยุงลายกัด โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนหรือช่วงที่มันกำลังระบาดนั้นเอง วันนี้เรามาทำความรู้จักเจ้าโรคนี้กัน ว่ามีอาการอย่างไร และมีวิธีดูแลรักษากันอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

โรคไข้เลือดออกคืออะไร

ไข้เลือดออก คือโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคคล้ายๆ กับโรคไข้หวัดในช่วงแรก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าลูกเป็นเพียงไข้หวัดเท่านั้น จึงทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันทีนั้นเอง ซึ่งอาการและความรุนแรงของโรคมีหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการ ไปจนถึงเกิดภาวะซ็อก ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตลงได้นั้นเองค่ะ

 

โรคนี้ติดต่อกันอย่างไร

เกิดจากยุงที่เป็นพาหะ ที่มีชื่อว่า Aedes aegypti โดยเจ้ายุงชนิดนี้จะออกหากินตอนกลางวัน จากนั้นจะกัดและดูดเลือดที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่จากผู้ที่กำลังป่วยเป็นไข้เลือดออก เมื่อยุงลายไปกัดคนใหม่ ก็จะถ่ายทอดเชื้อให้กับคนที่ถูกยุงกัดต่อไปเรื่อยๆ  โดยยุงชนิดนี้อาศัยอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น  ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอีกบริเวณหนึ่งที่มีการระบาดของโรคนี้ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน  และพบการระบาดที่สุดในฤดูฝน ช่วงอายุของคนที่พบว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมากที่สุด คือ อายุ 10 – 14 ปี , 15 – 24 ปี และอายุ 5- 9 ปี ตามลำดับ  ส่วนช่วงอายุ 0 – 4 ปี และมากกว่า 25 ปีจนถึง 65 ปี เป็นช่วงอายุที่พบว่าเป็นไข้เลือดออกน้อยที่สุด

 

ไข้เลือดออก แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

เมื่อเด็กๆ ป่วยเป็นไข้เลือดออก จะมีอาการที่แสดงออกมา 3 ระยะ ซึ่งอาการเหล่านี้จะสามารถแบ่งบอกได้ว่าเด็กๆ อาจจะกำลังป่วยเป็นไข้เลือดออกก็ได้นะคะ

  • ระยะไข้สูง

ระยะนี้ถึงแม้จะกินยาลดไข้ หรือเช็ดตัวแล้วไข้ก็ยังไม่ลด  เนื้อตัวและใบหน้า มักจะแดงกว่าปกติ  บางคนอาจจะมีเยื่อบุตาอักเสบ หรือ มีผื่นขึ้น  มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง  และพบว่ามีจุดเลือดออกตามผิวหนัง  หรือบางคนก็อาจจะมีเลือดกำเดาออก

  • ระยะวิกฤติ

หลังจากระยะไข้สูงระยะหนึ่งแล้ว ไข้จะลดอย่างรวดเร็ว ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในกรณีที่รุงแรงมาก ผู้ป่วยอาจจะเกิดอาการช็อกได้ และควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีค่ะ

  • ระยะพักฟื้น

จะมีอาการโดยทั่วไปดีขึ้น  ผู้ป่วยจะเจริญอาหารมากขึ้น  บางรายอาจจะพบผื่นตามร่างกาย บริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เรียกว่าผื่นพักฟื้น  มีการปัสสาวะออกมากขึ้น ซึ่งเป็นการบอกว่าร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติ  ระยะนี้หมอจะเร่ิมหยุดการให้สายน้ำต่างๆ เพื่อป้องกันการแทรกซ้อนจากภาวะน้ำเกิน

 

การรักษา

การรักษาโรคนี้ จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นสำคัญ นั้นก็คือการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และการป้องกันภาวะช็อกนั้นเอง

  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งในเด็ก จะเป็นชนิดน้ำในปริมาณ 10 – 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรรมต่อครั้ง ทุกๆ 4 – 6 ชั่วโมง โดยรับประทานไม่เกินวันละ 5 ครั้ง หรือ 2.6 กรัม หากไม่มีไข้ก็สามารถหยุดใช้ยาได้ทันทีค่ะ  ในกรณีทารก การป้อนยาทำได้ค่อนข้างยาก จึงมีผลิตภัณฑ์ยาที่จำหน่ายโดยบรรจุในขวดพร้อมหลดหยด เวลาใช้ก็ใช้เพียงหลอดดูดยาออกจากขวดและนำไปป้อนเด็กได้เลย แต่ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็ก มีความแรง คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะอ่านฉลากก่อนใช้ให้ดีๆ นะคะ
  • แอสไพรินและไอบูโปรเฟน เป็นยาลดไข้เช่นเดียวกันค่ะ แต่ห้ามนำมาใช้ในโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยานี้ ยิ่งทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนอาจจะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้นั้นเอง
  • ในภาวะช็อก  ทำได้โดยการชดเชยน้ำให้ร่างกาย เพื่อไม่ให้ปริมาณเลือดลดต่ำลงจนทำให้ความดันโลหิตตก โดยที่มีแพทย์จะให้สารน้ำตามความรุนแรงของอาการ โดยอาจให้ผู้ป่วยดื่มเพียงสารละลายเกลือแร่ ORS  หรือบางรายอาจได้รับน้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ
  • ในกรณีที่เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนภาวะเสียเลือด อาจจะต้องได้รับเลือดเพิ่มเติม แต่ยังไงก็ต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกดังกล่าว เนื่องจากมีความเสียงต่อชีวิตของผุ้ป่วยเป็นอย่างมากเลยค่ะ

 

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

  • หากมียุงมากผิดปกติ ให้ฉีดหรือพ่นยากันยุง โดยเฉพาะฤดูฝนและฤดูหนาว
  • ติดตั้งมุ้งลวดที่ประตูหน้าต่าง และควรปิดประตูหน้าต่างทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเข้าบ้าน
  • หากมียุงในบ้าน ควรนอนในมุ้งเพื่อป้องกันยุงกัดเด็กๆ นั้นเอง
  • วรใส่เสื้อผ้าที่มีแขนขายาวและมีความหนาพอสมควรเพื่อป้องกันยุง เมื่ออยู่ในสถานที่ที่คาดว่าจะมียุง
  • หากไม่มีมุ้งหรือมุ้งลวด ควรใช้ยากันยุงชนิดทาผิว ซึ่งสกัดจากธรรมชาติ ทาบริเวณผิวหนัง ใช้เป็นยาทากันยุง
  • ควรจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย  โดยการขจัดแหล่งน้ำที่ขังอยู่ในบริเวณบ้าน
  • ใส่ผงกำจัดยุงลายลงในน้ำเพื่อกำจัดยุงลายตั้แต่เป็นลูกน้ำ ในบริเวณส่วนที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำ เช่น บ่อน้ำเล็กๆ ในสวน
  • ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด เช่น มีฝาปิดโอ่งน้ำ หรือถังเก็บน้ำบริเวณบ้าน หรือถ้าไม่มีฝา ก็ควรจะคว่ำไว้หากยังไม่ได้ใช้งาน

ที่มา : pharmacymahidolkasemrad, konthong

Writer Profile : Jicko

  • Blog :
  • Social Media :

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
ข้อมูลทางแพทย์ ข้อมูลทางแพทย์
26 มิถุนายน 2561
วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง
เตรียมตัวเป็นแม่
Update