fbpx

หวัดขึ้นหู อาการที่ต้องระวังสำหรับลูกน้อย ที่คุณแม่ต้องรู้

Writer : Jicko
: 16 กันยายน 2562

ช่วงนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า เดี๋ยวฝนก็ตก เดี๋ยวแดดก็ออก ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ หลายต่อหลายคนก็ป่วยไปตามๆ กัน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ป่วยง่าย ทำให้ช่วงนี้ไม่สบายเอาแบบง่ายๆ เลยค่ะ

ซึ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้เด็กๆ คนหนีไม่พ้นการเป็นไข้หวัด ซึ่งคุณแม่ๆ ทราบกันหรือไม่ว่า นอกจากไข้หวัดที่สามารถติดเด็กๆ แล้ว การที่เด็กเล็กเป็นหวัด ก็ทำให้เขา เป็น “โรคหวัดขึ้นหู” ได้ด้วยค่ะ แล้วเจ้าโรคนี้จะเป็นอย่างไร อันตรายกับลูกของเราหรือไม่ ไปดูกันเลยค่ะ

โรคหวัดขึ้นหู คืออะไร

โรคหวัดขึ้นหู มักจะเกิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อย่างเช่น เป็นหวัด ลำคออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แล้วเชื้อเกิดลุกลามผ่านท่อปรับความดันของหูที่อยู่ในโพรงหลังจมูก หรือ “ท่อยูสเตเชี่ยน” เข้าไปยังหูชั้นกลาง

พบว่า “ร้อยละ 80 ของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ” เคยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

อาการ

คุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด เพราะหากเป็นกลุ่มเด็กเล็ก ที่ยังไม่สามารถสื่อสารหรือพูดได้นั้น ต้องสังเกตให้ดีกว่าเด็กโต  ซึ่งอาการต่างๆ ได้แก่

  • ร้องไห้โยเยเสียงดังโดยไม่มีสาเหตุ
  • ชอบจับ / ดึง ตรงบริเวณรูหู
  • หากใครเอามือถูกหู ผ จะร้องไห้ทันที
  • มีกลิ่นเหม็นบริเวณช่องหู
  • ลูกบ่นว่าปวดหู / หูอื้อ
  • ได้ยินไม่ชัดเจน
  • พูดเสียงดังกว่าปกติ
  • ไม่สนใจเมื่อถูกเรียก

 

การดูแลรักษา

  • ตรวจและวินิจฉัยโรคโดยใช้เครื่องตรวจวัดความดันในห้องหูชั้นกลาง และใช้กล่องส่องหู เพื่อตรวจสอบความรุนแรง
  • รักษาตามอาการของไข้หวัด เช่น ดูน้ำมูก เสมหะ โดยใช้ลูกยางแดง หรือใช้น้ำเกลือหยอดจมูกให้น้ำมูกละลาย แล้วจึงดูดน้ำมูกออก
  • หากลูกมีเสมหะตามอาการ เช่น น้ำมูกเขียว อาจให้ยาปฎิชีวนะ หรือ ยาหยอดจมูกเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล
  • ดูเอาหนองออกมา และให้ยาหยอดหรือยากินแก้อักเสบ กรณีที่หมอรักษาจนหนองแห้แล้ว ควรพยายามไม่ให้น้ำเข้าหูลูก เพราะแก้หูยังทะลุอยู่นั้นเอง หากน้ำไม่สะอาดเข้าหูไป อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของหูชั้นกลางอีกรอบก็ได้
  • การประคบด้วยน้ำอุ่นที่หู ช่วยลดอาการปวดได้ และอาจจะให้ลูกดูดน้ำอุ่นหรือนมบ่อยๆ เพื่อช่วยให้ท่อยูสเตเชี่ยนเปิด และลดอาการปวดหูได้
  • ในเด็กโต อาจจะให้ลูกเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยลดอาการปวดหูได้ค่ะ
  • ในการรักษาที่ดีที่สุด คือ ป้องกันไม่ให้ลูกเป็นหวัดนั้นเองค่ะ
  • ในกรณีที่เด็กมีโรคประจำตัว เช่น เพดานโหว่ ดาวน์ซินโดรม หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 เดือน หรือมีอาการรุนแรงขึ้นหลังรักษาด้วยยา คุณหมอจะรักษาด้วยการฝังท่อปรับความดันแก้วหู โดยต้องวางยาสลบ และพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 วัน หรือบางกรณีที่ไม่ต้องนอนพักฟื้น เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ร่างกายจะดันท่อที่ฝังให้ออกมาเองค่ะ

 

เพราะฉะนั้น เมื่อลูกเป็นไข้ หรือมีอาการปวดหู หูอื้อก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการและพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังสื่อสารไม่ได้ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด อย่าละเลย เพราะอาจจะทำให้มีโรคแทรกซ้อนได้ในที่สุดค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : fcdthailand.org , amarinbabyandkids , doctor.or.th , Enfababy 

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



แม่จ๋า! น้ำร้อนลวกหนู ทำอย่างไรดี
ข้อมูลทางแพทย์
Update
ข่าว ข่าว
ในตอนนี้กำลังมีเชื้อไวรัสระบาด โดยระบาดมาจากทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน ซึ่งในขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 554 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ส่วนที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยรายแรกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไวรัสอู่ฮั่น” ซึ่งเป็นเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ และติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  โดยในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกัน ด้วยการคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Beware Card) ให้สังเกตอาการและยื่นให้กับโรงพยาบาลทราบเวลาไปตรวจรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายได้รับโรคจะถูกแยกกักจนกว่าจะตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคได้ ส่วนถ้ายืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จริงก็จะมีการติดตามญาติที่เดินทางมาด้วยกันมาตรวจหาเชื้อด้วย ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ประกาศให้โรคปอดอักเสบแพร่ระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ เนื่องจากยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีการอุบัติและระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะข้อมูลที่ทุกฝ่ายมีอยู่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวไวรัสมีการแพร่เชื้อได้อย่างไร และลักษณะอาการทางคลินิก ความรุนแรงของโรค ขอบเขตการกระจายของไวรัสเป็นอย่างไร รวมถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสคืออะไร สำหรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ มีอาการไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส  ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบากอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือเพิ่งเดินทางมาจากเขตพื้นที่โรคระบาด คือ เมืองฮู่ฮั่นภายใน 14 วัน ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อเป็นการป้องกัน ในระหว่างนี้หากมีการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่านำมือมาสัมผัสตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863229 https://www.springnews.co.th/global/605467 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863088 https://workpointnews.com/2020/01/22/viral-pneumonia/…
23 มกราคม 2563