fbpx

โรคเก็บตัว “ฮิคิโคโมริ” กลัวผิดพลาดและล้มเหลว

Writer : nunzmoko
: 2 กรกฏาคม 2562

โรค “ฮิคิโคโมริ” ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคที่พบมากในประเทศญี่ปุ่นที่มีความกดดันสูง ปัจจุบันมีกลุ่มเด็กญี่ปุ่นที่มีอาการฮิคิโคโมริมากถึง 2 – 3 ล้านคน ซึ่งพฤติกรรมของเด็กคือการแยกตัวออกมาจากสังคม ชอบเก็บตัวในห้องส่วนตัว หรือในบ้านเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่อยากไปโรงเรียน

สำหรับในบ้านเรา ทุกวันนี้หน้าที่หลักของลูก คือ เรียน เรียน และเรียน ความคาดหวังที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อลูกนั้นบางครั้งอาจทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว จนส่งผลให้เกิดอาการฮิคิโคโมริได้ ไปดูกันว่าเราที่เป็นคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีสังเกตอาการลูก แก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ลูกเป็นโรคฮิคิโคโมริ ได้อย่างไร

อาการของโรคฮิคิโคโมริ

  • แยกตัวออกมาจากสังคม ไม่อยากพบเจอผู้คน
  • ชอบเก็บตัว อาจจะอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี
  • อยู่ในห้องคนเดียวได้เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ
  • ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น ทำให้ดูเหมือนตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก

สาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคฮิคิโคโมริ

  • ถูกกดดันเรื่องการเรียน ถูกคาดหวังให้เก่งมากไป จากครอบครัว
  • เป็นคนขี้อาย มีปมกลัวการเข้าสังคมด้วยหลากหลายเหตุผล
  • ถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อน
  • พูดไม่เก่ง ไม่กล้าปฏิเสธ ยอมคน
  • มีอารมณ์อ่อนไหวกับคำวิจารณ์มาก เจ็บจนยอมรับไม่ได้
  • ชอบหนีปัญหา และค่อยๆ ทำตัวให้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

วิธีที่ทำให้ลูกหนีห่างจาก “โรคฮิคิโคโมริ”

  • ให้เวลากับลูก เด็กๆ ต้องการเวลาที่จะอยู่กับพ่อแม่ เวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
  • กิจกรรมพาครอบครัวอบอุ่น ช่วยเปิดประสบการณ์ กระตุ้นความสนใจให้แก่เด็ก
  • รับฟังลูกให้มากขึ้น ด้วยความเข้าใจและสามารถสอดแทรกการสอนลูกได้ดีอีกด้วย
  • เพิ่มทักษะความคิดสร้างสรรค์ ให้โอกาสลูกเรียนรู้ ค้นหาความชอบของตนเอง
  • ให้ความไว้วางใจ เปิดโอกาสให้เขาได้ทำอะไรด้วยตัวเอง กล้าแสดงออก จะทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองและเขาจะเติบโตขึ้นไปด้วยความไว้วางใจผู้อื่นต่อไปอีกด้วยค่ะ

ที่มา – theasianparent , rakluke

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



สิทธิประโยชน์ “ฝากครรภ์ฟรี” ปี 60
ข้อมูลทางแพทย์
5 ข้อควรรู้ก่อนพาลูกน้อยไปว่ายน้ำ
ข้อมูลทางแพทย์
ท้องตอนอายุ 35 มีปัญหาหรือไม่ ?
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
การตีไม่ใช่ทางออกของการอบรมสั่งสอนในปัจจุบันอีกต่อไป เพราะเด็กอาจไม่ได้เข้าใจถึงเหตุผลที่เขาทำผิดอย่างแท้จริง มีแต่เพียงความกลัวเท่านั้น อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อพัฒนาการอีกด้วย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า การตีเด็กอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาของระบบสมองได้ แม้จะตีเบาๆ ก็ตาม เมื่อทำการสแกนสมองของเด็กอายุ 10-11 ปี จำนวน 147 คน พบว่าเด็กที่ถูกตีและทารุณนั้น สมองของพวกเขาจะสร้างคลื่นบริเวณเยื่อหุ้มสมองที่เปรียบได้เสมือนสัญญาณของการถูกคุกคามและความหวาดกลัว ซึ่งเมื่อถูกทำบ่อยครั้งอาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางจิต เช่น ความวิตกกังวล สภาวะซึมเศร้า สืบเนื่องไปถึงการใช้สารเสพติดเมื่อพวกเขาโตขึ้นอีกด้วย ดังนั้นพ่อแม่ควรที่จะหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงกับเด็กและหันมาสอนความแตกต่างระหว่างถูก-ผิด อย่างเข้าใจ พร้อมกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนมากกว่า เพราะการอบรมที่ดี ควรต้องปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน การตีถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดความอับอาย และเกิดเหตุการณ์ฝังใจ แต่กลับไม่เข้าใจและไม่จดจำเหตุผลที่ทำให้โดนทำโทษ ก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กต่อไปเมื่อพวกเขาโตขึ้น อ้างอิงจาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30686  
21 เมษายน 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort