fbpx

ยืน เดิน นั่ง นอน ให้ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ท้องแก่

Writer : nunzmoko
: 8 พฤษภาคม 2562

ปัญหาที่พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ มักหนีไม่พ้นอาการปวดหลัง โดยเฉพาะเมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น อาการปวดหลังจะมีมากหรือน้อยแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ซึ่งบางครั้งอาจปวดหลังจนกระทั่งหลังคลอดแล้วนานเป็นเดือนหรือหลายเดือนเลยทีเดียว ดังนั้นวิธีการยืน เดิน นั่ง นอน ที่ถูกวิธีจะช่วยทำให้คุณแม่บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัวได้ อีกทั้งยังปลอดภัยต่อกระดูกสันหลัง หลังจากที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น วิธีการและท่วงท่าต่างๆ ที่คุณแม่ท้องแก่ควรปฎิบัติเพื่อความปลอดภัยจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. ท่วงท่าการยืน

การยืนควรจะยืนตัวตรง ให้ปลายเท้าแยกจากกันเล็กน้อย ลงน้ำหนักเท้าทั้งสองข้างให้เท่ากันเพื่อความมั่นคงในการยืน เหยียดเข้าทั้งสองข้างให้ตรง ยืดอกและผนังหน้าท้อง ปล่อยไหล่ตามสบาย

หากคุณแม่ต้องยืนนาน อาจเกิดอาการปวดเมื่อย และเท้าช้าลง ทำให้เท้าบวม เป็นตะคริว ดังนั้นคุณแม่ควรขยับปรับเปลี่ยนท่าเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก โดยการยืนในลักษณะกางขาเล็กน้อย พักขาและถ่ายน้ำหนักตัวไปมาระหว่างขาทั้งสองข้าง การก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย และถ่ายน้ำหนักตัวไปมาระหว่างขาหน้าและขาหลัง หรือการเขย่งเท้า ลงน้ำหนักบนนิ้วเท้า และเปลี่ยนมาลงน้ำหนักที่ส้นเท้า สิ่งสำคัญสำหรับท่านี้เพื่อความปลอดภัยคุณแม่ควรหาราวยึดหรือที่เกาะที่แน่นหนาเพื่อป้องกันการหกล้มค่ะ

ยืนหันหลังชนผนังหรือพิงกำแพง เป็นการฝึกยืนที่ถูกวิธีโดยให้ส้นเท้าทั้งสองข้างห่างจากผนังประมาณ 2-3 นิ้ว พิงศีรษะ ไหล่ สะโพกให้ชิดผนัง แขนห้อยข้างตัว แล้วพยายามกดทุกๆ ส่วนให้แนบติดกับผนัง รวมถึงกดส่วนโค้งที่คอและหลังที่แอ่นให้ราบชิดผนังด้วย นิ่งสักครู่ แล้วค่อยยกแขนทั้งสองข้างเหยียดขึ้นไปแตะผนังไว้ให้ต้นแขนชิดใบหู สักครู่ก็ลดลงมาที่ระดับไหล่ช้าๆ แล้วค่อยๆ ลดลงสู่ข้างลำตัวตามเดิม ทำซ้ำหลายๆ ครั้งจะช่วยยืดกล้ามเนื้ออก ลดอาการปวดหลังได้

2. ท่วงท่าการเดิน

คุณแม่ควรเดินอย่างระมัดระวังไม่รีบเร่ง เพราะจะทำให้เหนื่อยง่าย ควรค่อยๆ เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ หากเดินขึ้นบันได ต้องระมัดระวังให้มาก วางเท้าให้เต็มขั้นบันได ใช้กล้ามเนื้อขายกตัวในขณะที่ลำตัวตั้งตรง ไม่เอนตัวไปข้างหน้ามากเกินไป และที่สำคัญต้องจับราวบันไดให้มั่นและหยุดพักในระหว่างการเดินขึ้นบ้างหากรู้สึกเหนื่อย

3. ท่วงท่าการนอน

ท่านอนตะแคง โดยสอดหมอนไว้ใต้ท้องและระหว่างเข่าทั้งสองข้างเป็นท่าที่เหมาะสมสำหรับแม่ตั้งครรภ์มากที่สุดดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอายุครรภ์มาก ท้องจะโตมากขึ้น เพราะช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบาย เลือดไหลเวียนเป็นปกติ การนอนตะแคงควรหาหมอนข้างมารองไว้ระหว่างขาทั้งสองข้าง หรือนำหมอนอีกใบมารองแขนไว้จะทำให้สบายมากขึ้น

ท่านอนหงาย คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 6 เดือน สามารถนอนหงายได้ค่ะ แต่ท่านอนหงายที่สบาย คือ ควรนำหมอนมารองใต้ศีรษะและไหล่ อีกใบนำมารองไว้ให้ปลายเท้าสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้หน้าท้องหย่อนตัวและหลังราบกับพื้น ช่วยลดอาการปวดหลัง และเลือดที่คั่งตามเท้า เลือดสามารถไหลกลับสู่หัวใจได้สะดวกขึ้น

ท่านอนคว่ำ ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้ผู้เป็นแม่หายใจลำบากแล้ว และยังเป็นการกดทับบริเวณมดลูก อาจเป็นอันตรายต่อทารกที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ภายใน ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุครรภ์ 4-9 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วนั่นเอง

4. ท่วงท่าการนั่ง 

ท่านั่งบนเก้าอี้ทำงาน ที่มักจะกินระยะเวลายาวนาน ท่านั่งที่เหมาะสมคือ ท่านั่งหลังตรง ไหล่และสะโพกชิดเก้าอี้ วางแขนบนตัก หรือที่วางแขน เท้าวางบนพื้นได้พอดี หากมีโอกาสลองนั่งยกเท้าพาดบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง ให้ปลายเท้าสูงระดับลำตัว เพื่อช่วยให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้สะดวก ช่วยลดอาการเท้าบวมในระยะใกล้คลอดได้ดี

ท่านั่งบนเตียง คุณแม่หลายๆ คนมักจะใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือหรือดูทีวีบนเตียง แนะนำว่าควรจะนั่งหลังตรง โดยนำหมอนมาหนุนบริเวณหลังและต้นคอ เหยียดขาปล่อยตามสบาย ไม่ควรนั่งหลังแอ่น เพราะเมื่อนั่งหลังแอ่นนานๆ จะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

อิริยาบทต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคุณแม่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระมัดระวัง หากคุณแม่ท้องจำเป็นต้องหิ้วของหนัก ก็ควรเฉลี่ยน้ำหนักใช้มือทั้งสองข้างช่วยหิ้ว ไม่ควรหิ้วของหนักๆ ด้วยมือเดียว เพราะจะทำให้ตัวเอียง และปวดหลัง อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการทำงานที่หนักให้ทำงานที่เบาลงเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

ที่มา – Pregnancy handbook , rennwellness

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



สิทธิประโยชน์ “ฝากครรภ์ฟรี” ปี 60
ข้อมูลทางแพทย์
เคล็ดลับฝึกลูกให้มีสมาธิ
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
9 วิธีแก้ปัญหาลูกน้อยชอบอมข้าว ได้ผล 100%
กิจกรรมของครอบครัว
ท้องตอนอายุ 35 มีปัญหาหรือไม่ ?
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในตอนนี้กำลังมีเชื้อไวรัสระบาด โดยระบาดมาจากทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน ซึ่งในขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 554 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ส่วนที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยรายแรกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไวรัสอู่ฮั่น” ซึ่งเป็นเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ และติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  โดยในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกัน ด้วยการคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Beware Card) ให้สังเกตอาการและยื่นให้กับโรงพยาบาลทราบเวลาไปตรวจรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายได้รับโรคจะถูกแยกกักจนกว่าจะตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคได้ ส่วนถ้ายืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จริงก็จะมีการติดตามญาติที่เดินทางมาด้วยกันมาตรวจหาเชื้อด้วย ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ประกาศให้โรคปอดอักเสบแพร่ระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ เนื่องจากยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีการอุบัติและระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะข้อมูลที่ทุกฝ่ายมีอยู่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวไวรัสมีการแพร่เชื้อได้อย่างไร และลักษณะอาการทางคลินิก ความรุนแรงของโรค ขอบเขตการกระจายของไวรัสเป็นอย่างไร รวมถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสคืออะไร สำหรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ มีอาการไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส  ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบากอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือเพิ่งเดินทางมาจากเขตพื้นที่โรคระบาด คือ เมืองฮู่ฮั่นภายใน 14 วัน ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อเป็นการป้องกัน ในระหว่างนี้หากมีการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่านำมือมาสัมผัสตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863229 https://www.springnews.co.th/global/605467 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863088 https://workpointnews.com/2020/01/22/viral-pneumonia/…
23 มกราคม 2563