fbpx

รวมเหตุผลที่ เด็กแรกเกิดไม่ควรกินกล้วย

Writer : blahblahboong
: 4 กรกฏาคม 2560

“กล้วยบด” อาหารยอดฮิตวัฒนธรรมดั่งเดิมของไทยที่เด็กแรกเกิดแทบทุกคนล้วนแต่เคยได้กินกันทั้งนั้น แท้จริงเป็นอันตรายอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยสามารถอธิบายเหตุผลหลัก ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

ระบบย่อยไม่สมบูรณ์ เเละลำไส้เด็กยังไม่เเข็งเเรงเต็มที่

เด็กทารก ยังมีระบบย่อยที่ยังไม่สมบูรณ์ รวมถึงลำไส้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามรถย่อยอาหารได้ โดยเฉพาะกล้วย เนื่องจากมีน้ำตาลเยอะ กระเพาะของเด็กทารกยังไม่สามารถย่อยน้ำตาล

ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสียได้

อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยในเด็ก เกิดจากการรับสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกายนอกจากนมแม่ ทำให้กระเพาะที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ไม่สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ ก่อให้เกิดอาการท้องผูก และท้องเลียตามมา

สารอาหารในกล้วย น้อยกว่าในนมแม่ 10 เท่า

กล้วยมีสารอาหารอยู่แค่ประมาณ 20 กว่าชนิด ในขณะที่นมแม่นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิด ดังนั้นกล้วยไม่สามารถทดแทนนมแม่ซึ่งเป็นอาหารที่ดีที่สุดของเด็กทารกได้

เสี่ยงต่อการเกิดลำไส้อุดตัน นำไปสู่การเสียชีวิต

จากการเคี้ยวที่ไม่ละเอียดพอ บวกกับการที่ระบบขับถ่ายยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดการอุดตันของกากอาหารในลำไส้ ซึ่งในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดก็สามารถนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของเด็กได้

แพทย์เเนะนำว่าควรกินหลังอายุ 6 เดือนขึ้นไป

แพทย์ได้ให้คำแนะนำว่า ถ้าอยากให้เด็กทานกล้วย ควรเริ่มหลังจากเด็กนั้นมีอายุ 6 เดือน ซึ่งระหว่างแรกเกิดควรให้ทานเฉพาะนมของแม่เท่านั้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
: pantip.com
: thairath.co.th

 

Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort