fbpx

"เฮอร์แปงไจน่า" โรคระบาดเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้จัก

Writer : Jicko
: 5 มกราคม 2564

โรคระบาดในเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่คงคุ้นเคยดีและคงได้ยินกันมามากมายหลายโรคนะคะ และก็ยังมีอีกหลายโรคที่คุณพ่อคุณแม่เองก็ยังไม่คุ้นเคย อย่างวันนี้ที่ Parents One จะพาไปทำความรู้จัก นั่นคือ “โรคเฮอร์แปงไจน่า” ซึ่งเป็นโรคระบาดในเด็กอีกโรคหนึ่งที่ไม่ค่อยคุ้นหูแต่ก็เป็นโรคที่พบบ่อยมากและส่งผลต่อสุขภาพเด็กๆ ได้ด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปทำความรู้จักกันเลยค่ะ

โรคเฮอร์แปงไจน่าคืออะไร 

โรคเฮอร์แปงไจน่าเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่ง และอุจจาระ เรียกได้ว่าเป็นโรคติดต่อที่มีเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับ มือ เท้า ปาก นั่นเอง แต่โรคนี้จะเกิดเป็นแผลเฉพาะที่ “ปาก” เท่านั้นค่ะ

กลุ่มเสี่ยง

เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 10 ปี เนื่องจากเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานของเชื้อนี้ โดยเฉพาะเด็กที่ไปโรงเรียนอนุบาล ที่มักเล่นของเล่นร่วมกัน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายค่ะ

ติดต่อได้อย่างไร

โรคนี้มักจะระบาดในอากาศชื้นหรือฤดูฝน และติดต่อจากการสัมผัสแล้วนำมือเข้าปาก จึงทำให้ติดต่อเชื้อได้

  • สัมผัสน้ำมูก
  • สัมผัสน้ำลาย
  • อุจจาระของคนที่ติดเชื้อ

เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 3 – 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อไปจนกว่าจะหายจากโรคนั่นเองค่ะ

สังเกตอาการ

หลังจากติดเชื้อประมาณ 2 วัน ผู้ป่วยอาจมีตุ่มแดง หรือแผลเปื่อยขอบสีแดงบริเวณเพดานปากและลำคอ แต่อาจหายได้เองใน 7 วัน ทั้งนี้ บางรายอาจมีอาการแตกต่างกันไป เช่น

  • มีไข้สูงกว่า 38.5-40 องศาเซลเซียส
  • เจ็บคอขณะกลืนอาหาร
  • ปวดหัว ปวดคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองในคอบวมโต
  • น้ำลายไหลยืด (เด็กทารก)
  • อาเจียน (เด็กทารก)
  • ปวดท้อง
  • เบื่ออาหาร

อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์

  • เจ็บคอ หรือมีแผลในปากนานเกิน 5 วัน
  • มีไข้สูงเกิน 41 องศาเซลเซียส และไม่ลดลง
  • มีอาการภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง อ่อนเพลีย ตาลึกโบ๋ ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้ม เป็นต้น
  • มีอาการป่วยอื่นๆ เพิ่มเข้ามา

การรักษา

เป็นโรคที่ต้องรักษาตามอาการ ขึ้นอยู่กับอายุ อาการผู้ป่วย การทนต่อยา ซึ่งแพทย์มักจะแนะนำวิธีการรักษาดังนี้

  • รักษาด้วยยา : กินยาพาราเซตามอลหรือยาไอบูโพรเฟน เพื่อลดอาการปวดไข้ แต่ห้ามใช้ยาแอสไพรินรักษาในเด็กและวัยรุ่น นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดอาการปวดสำหรับช่องปากและลำคอ เช่น ยาลิโดเคน
  • การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม : ดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะนมเย็น น้ำเย็น หรือกินไอศกรีม เพื่อเพิ่มปริมาณของเหลวในร่างกาย ทดแทนของเหลวที่เสียไปจากการมีไข้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มร้อน และผลไม้ตระกูลส้ม เพราะอาจทำให้เจ็บแผลในปากและคอมากขึ้น

การป้องกัน

วิธีที่ดีทีสุดก็คือการรักษาความสะอาดของตัวเองนะคะ เช่น การล้างมือให้สะอาด ด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และต้องระมัดระวังการสัมผัส น้ำลาย น้ำมูก ข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นส่วนรวม หากเด็กๆ มีอาการป่วยควรงดไปโรงเรียน 7 วันค่ะ

อ้างอิงจาก : rama.mahidolphyathai, pobpad, nakornthon.com

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
จะรู้ได้ยังไง ว่าลูกเป็น “สมาธิสั้น”
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือคนใกล้ตัวคนไหน ก็ไว้ใจได้ยาก ยิ่งกับคนใกล้ตัวยิ่งอาจทำให้เราไม่ระวังตัวได้ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กชั้นระดับประถมปีที่ 3 จำนวน 16 คนที่ถูกกระทำอนาจารโดยคุณครูประจำชั้น ในกลางดึกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตำรวจในตัวจังหวัดของสุรินทร์ได้เข้าจับกุมพร้อมหมายจับที่บ้านพักของครูครูชั้นประถมท่านหนึ่งด้วยหัวข้อกระทำอนาจารเด็กจึงมีความผิด โดยทางผู้ปกครองได้นำเรื่องเข้าแจ้งความ และคิดว่าทั้งหลักฐานและข้อมูลนั้นมีมากพอในการเข้าจับกุม ทั้งนี้เองยังไม่อนุญาตให้มีการประกันเพราะเกรงว่าอาจจะหาช่องทางในการหลบหนี จึงได้ฝากขังไว้ที่ศาลเพื่อรอการตัดสินและเสาะหาหลักฐานกับผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยข้อหากล่าวว่า เป็นการกระทำอนาจารเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี แม้เด็กจะสมยอมหรือไม่สมยอมก็ถือว่ามีความผิดทางกฏหมายอยู่ดี จึงต้องเข้มงวดและใช้กฏหมายขั้นเด็ดขาด ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/924534
25 กุมภาพันธ์ 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort