fbpx

สิ่งที่พ่อแม่ควรสอน!! ก่อนพาลูกไปเล่นสงกรานต์

Writer : Mneeose
: 9 เมษายน 2562

ใกล้เข้าแล้วค่ะสำหรับเทศกาลสงกรานต์ในหน้าร้อนปีนี้ เรียกได้ว่าอากาศ “ร้อนอบอ้าว” สุดแสนจะบรรยาย แต่ลูกเรากลัวที่ไหน กลับขอคุณพ่อคุณแม่ไปเล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อนซะงั้น ถ้าไม่ให้ลูกไป ลูกต้องเสียใจแน่ๆ เผลอๆ งอนเราไปอีก ถ้าอย่างนั้น เราไปดูวิธีการสอนลูกก่อนไปเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์กันดีกว่าค่ะ ว่าเขาควรระมัดระวังอะไรบ้าง?

“เล่นน้ำแม่ไม่ว่า แต่ต้องเล่นอย่างระมัดระวัง และมีสติ ไม่สนุกเกินไป จนทำให้คนอื่นหรือตัวเองเดือดร้อนนะจ๊ะ”

1. กำหนดเวลาในการเล่นน้ำ และต้องมีคนดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดด้วย

คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาให้ลูกเล่นน้ำ โดยเฉพาะเวลาเลิกเล่นน้ำให้ลูกกลับบ้าน แต่ควรยืดหยุ่นเวลาบ้าง เพราะการจราจรมีการเดินทางที่ติดขัด และไม่สะดวก ที่สำคัญควรพาผู้ใหญ่ที่สามารถดูแลเด็กได้ไปด้วยกัน เพื่อดูแลความปลอดภัยของเด็ก

2. ไม่เล่นน้ำแข็ง และดินสอพอง

อธิบายวิธีเล่นน้ำสงกรานต์ที่ถูกต้องแก่เด็ก เช่น ไม่เล่นน้ำแข็งหรือดินสอพอง เพราะน้ำแข็งอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

3. เตรียมอุปกรณ์เล่นน้ำให้พร้อม งดใช้ขันเล่น

อย่าไปซื้อของเล่นน้ำหน้างาน เพราะมีราคาสูงค่ะ ควรเตรียมอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์ให้พร้อม เช่น ครีมกันแดดสำหรับเด็ก แว่นตากันน้ำ และปืนฉีดน้ำขนาดพอเหมาะ สำหรับเด็กเล็ก ไม่แนะนำให้ใช้ขัน หรือกระป๋องเพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

เมื่อลูกน้อยเล่นน้ำกลางแจ้ง คุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำสะอาด 1 – 2 แก้วโดยประมาณ เพราะในระหว่างเล่นน้ำกลางแจ้งนั้นร่างกายจะเสียเหงื่อมาก ยิ่งช่วงบ่าย ๆ ของวันอาจจะทำให้ร่างกายของลูกขาดน้ำได้

4. ระวัง!! ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับตัวเอง

ควรให้ลูกฝึกสังเกต และระมัดระวังตัวเอง หากเล่นข้างทาง ควรระวังเกี่ยวกับรถเสียหลักด้วยนะคะ เพราะยิ่งมีการสาดน้ำกันต่อเนื่องถนนก็ย่อมลื่นเป็นธรรมดา และห้ามเข้าใกล้รถจนเกินไป เพราะรถอาจเสียหลักพุ่งมาชนได้นั่นเองค่ะ

ดังนั้น คนที่ใช้รถช่วงเทศกาลสงกรานต์ควรขับรถช้าๆ เพราะถนนอาจลื่นเป็นพิเศษ และให้ระมัดระวังคนน้ำด้วยค่ะ

5. ไม่เล่นน้ำสงกรานต์กลางแดดนานเกินไป เพราะอาจป่วยได้ง่าย

ไม่เล่นน้ำสงกรานต์กลางแดดนานเกินไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็ก เพราะอาจจะทำให้มีอาการป่วยได้ง่าย เนื่องจากอากาศที่ร้อนๆ และการที่ตัวเปียกเป็นเวลานานๆ ส่งผลให้อุณหภูมิในร่างกายปรับไม่ทันนั่นเองค่ะ

ที่สำคัญ คือ ให้ระวังโรคลมแดด เพราะอากาศที่ประเทศไทยร้อนมากๆ เลยค่ะ อาจเกิดอาการผิวไหม้จากแสงแดด และผิวหนังอักเสบขึ้นได้ค่ะ

เวลาที่เหมาะสมในการเล่นสงกรานต์ ผู้ใหญ่ไม่ควรเล่นน้ำติดต่อกันนานถึง 4 ชั่วโมง และเด็กเล็กไม่ควรเล่นน้ำนานถึง 1 ชั่วโมงค่ะ

6. ห้ามลืม!! ทาครีมกันแดดชนิดกันน้ำ ก่อนออกไปเล่นทุกครั้ง

ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 15 ขึ้นไปก่อนออกไปเล่นน้ำ เพื่อป้องกันแสงแดด และรังสี UV ที่อาจจะมาทำร้ายผิวลูกได้ ควรทาทั่วตัวลูก ไม่ใช่ทาเฉพาะแขน หรือขาเท่านั้น

7. สอนรหัสลับให้กับลูกเสมอ

ควรสอนรหัสลับไว้ให้ลูกในยามฉุกเฉิน เพื่อสแกนคนที่เข้ามาหาเขาในเวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วย เปิดวิธีที่ได้ผลและป้องกันการลักพาตัวเด็กได้ดีเลยค่ะ

8. เลือกรองเท้าที่ยึดติดกับพื้นถนนได้ดี จะได้ไม่ลื่นล้ม

รองเท้า เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเล่นน้ำ เพราะพื้นถนนที่เปียกน้ำมากๆ จะลื่น อาจทำให้ลูกลื่นล้มได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นยึดติดกับถนนได้ดีค่ะ

9. เตือนให้ลูกคอยระวังตัวเองไม่ให้โดนล่วงละเมิดทางเพศ

แนะนำลูกเรื่องการแต่งกายไปเล่นน้ำ โดยเฉพาะลูกสาวควรแต่งกายมิดชิด เสื้อดำ และคอยสังเกตเอาตัวรอดจากคนแปลกหน้ามากมายให้เป็น

10. ถ้าเกิดอาการคัน เป็นผื่นแดง จากการแพ้น้ำ ให้หยุดเล่นน้ำทันที!!

หากเกิดผื่นแดง รอยแดง และคัน ควรหยุดเล่นน้ำทันที เพราะอาจเกิดอาการแพ้น้ำ หากอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบพบแพทย์ทันที

11. ควรระวังแรงดันแรงสาดของน้ำด้วย

ควรเตือนให้ลูกรู้จักป้องกันตัว และไม่ไปเล่นน้ำในที่ที่ผู้ใหญ่เล่นแรงๆ กัน เพราะแรงดันหรือแรงสาดของน้ำมันมีอันตรายกว่าที่เราคิด หากน้ำฉีดโดนเข้าตาอย่างแรง อาจทำให้ตาเลือดไหลออกได้ค่ะ

12. ห้ามเล่นแป้ง และสีมีพิษ เพราะมันอันตราย

แป้งและสีมีพิษ สำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์จริง ๆ แล้ว มีการห้ามไม่ให้ใช้แป้ง สี หรือเม็ดแมงลัก เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อคนอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ที่อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ และแพ้ได้เมื่อแป้งหรือสีมีพิษเข้าตา

13. เลือกสถานที่เล่นให้กับเด็กอย่างปลอดภัย และกำหนดขอบเขตให้เด็กทราบก่อน

เช่น ไม่เล่นใกล้ถนน หรือ บ่อน้ำ เพราะระหว่างเล่นจนเกิดความสนุก เด็กมักจะลืมและไม่ระวังความปลอดภัยของตนเอง จนเกิดเป็นอุบัติเหตุได้ค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับวิธีการที่เรามาบอกกันวันนี้ พอจะทำให้คุณพ่อคุณแม่หายห่วงกับลูกรักได้บ้างรึเปล่า ยังไงก็อย่าลืมสอนลูกให้รู้จักเล่นน้ำแต่พอดี ไม่สนุกจนเกินเหตุ เล่นน้ำอย่างมีสติกันนะคะ

ขอบคุณแหล่งอ้างอิง :

konthong

Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ชีวิตครอบครัว ชีวิตครอบครัว
3 มกราคม 2563
6วิธี ช่วยลูกน้อย ค้นหาพรสวรรค์
กิจกรรมของครอบครัว
Sometime…บางครั้งของลูก
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ในตอนนี้กำลังมีเชื้อไวรัสระบาด โดยระบาดมาจากทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน ซึ่งในขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 554 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ส่วนที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยรายแรกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไวรัสอู่ฮั่น” ซึ่งเป็นเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ และติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  โดยในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกัน ด้วยการคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Beware Card) ให้สังเกตอาการและยื่นให้กับโรงพยาบาลทราบเวลาไปตรวจรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายได้รับโรคจะถูกแยกกักจนกว่าจะตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคได้ ส่วนถ้ายืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จริงก็จะมีการติดตามญาติที่เดินทางมาด้วยกันมาตรวจหาเชื้อด้วย ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ประกาศให้โรคปอดอักเสบแพร่ระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ เนื่องจากยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีการอุบัติและระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะข้อมูลที่ทุกฝ่ายมีอยู่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวไวรัสมีการแพร่เชื้อได้อย่างไร และลักษณะอาการทางคลินิก ความรุนแรงของโรค ขอบเขตการกระจายของไวรัสเป็นอย่างไร รวมถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสคืออะไร สำหรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ มีอาการไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส  ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบากอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือเพิ่งเดินทางมาจากเขตพื้นที่โรคระบาด คือ เมืองฮู่ฮั่นภายใน 14 วัน ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อเป็นการป้องกัน ในระหว่างนี้หากมีการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่านำมือมาสัมผัสตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863229 https://www.springnews.co.th/global/605467 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863088 https://workpointnews.com/2020/01/22/viral-pneumonia/…
23 มกราคม 2563